Volatility: Practical Options Theory
หนังสือที่เขียนโดย "เทรดเดอร์ออปชันตัวจริง" เพื่ออธิบายว่า ออปชันแท้จริงแล้วคือการเดิมพันบน "ความผันผวน" (volatility) ไม่ใช่การทายว่าราคาจะขึ้นหรือลง จุดเด่นคือสอนแนวคิดสำคัญ — implied volatility, delta hedging, ค่าเวลา และ Greeks ทั้งหมด — ด้วย สัญชาตญาณเชิงเศรษฐศาสตร์ก่อน แล้วค่อยต่อยอดเป็นสูตร Black–Scholes–Merton สรุปฉบับนี้เรียงตามโครงจริงของหนังสือ (11 บท) เน้นภาษาคนอ่านง่าย ใช้ศัพท์เฉพาะแต่มีคำอธิบายกำกับเสมอ
เข้าใจหัวใจของเล่มนี้ง่าย ๆ ใน 5 นาที
ถ้าจำได้แค่ประโยคเดียวจากหนังสือทั้งเล่ม ให้จำว่า: "ออปชันคือเครื่องมือสำหรับเดิมพันว่าราคาจะ "เหวี่ยง" มากหรือน้อย — ไม่ใช่เดิมพันทิศทาง" ฟังดูแปลก เพราะคนทั่วไปคิดว่าซื้อ call = เชียร์ให้ราคาขึ้น แต่เทรดเดอร์มืออาชีพมองคนละมุม ด้านล่างคือ 4 แนวคิดหลักของเล่มนี้ อธิบายเทียบกับชีวิตจริง
Option = "สิทธิ์" ที่จ่ายค่าเข้าชม
จ่าย premium (ค่าธรรมเนียม) เพื่อได้ "สิทธิ์เลือก" ไม่ใช่ภาระ — เหมือนวางมัดจำจองบ้าน ถ้าราคาขึ้นใช้สิทธิ์ (กำไร) ถ้าราคาตกก็แค่ทิ้งมัดจำ ขาดทุนจำกัดที่ค่า premium
Call = สิทธิ์ "ซื้อ" · Put = สิทธิ์ "ขาย"Volatility = "ความเหวี่ยง" ของราคา
ไม่ใช่ "ราคาจะขึ้นหรือลง" แต่คือ "ราคาจะวิ่งแรงแค่ไหน" — รถไฟเหาะที่เหวี่ยงแรงน่ากลัวกว่ารถไฟเหาะที่ค่อย ๆ ไหล ยิ่งเหวี่ยงแรง ออปชันยิ่งแพง เพราะมีโอกาสได้กำไรก้อนโต
วัดเป็น % ต่อปี เช่น σ = 16% ต่อปีImplied vs Realized = "คำพยากรณ์" vs "ของจริง"
Implied vol = ความเหวี่ยงที่ตลาด "คิดราคาไว้แล้ว" (ฝังอยู่ในค่า premium) · Realized vol = ความเหวี่ยงที่เกิดขึ้น "จริง" — กำไร/ขาดทุนของเทรดเดอร์ออปชันมาจาก "ส่วนต่าง" ของสองตัวนี้
ซื้อถูก-ขายแพง แต่เป็นเรื่องของ "vol" ไม่ใช่ราคาหุ้นDelta Hedging = "ตัดทิศทางทิ้ง เหลือแต่ความเหวี่ยง"
เทรดเดอร์ซื้อออปชันแล้ว "ขายหุ้นอ้างอิงจำนวนพอดี" เพื่อหักล้างความเสี่ยงทิศทาง — เหลือเดิมพันบริสุทธิ์ว่า "ราคาจะเหวี่ยงมากกว่าที่จ่ายไปไหม" นี่คือวิธีเปลี่ยนออปชันให้เป็นเดิมพัน vol ล้วน ๆ
หัวใจของอาชีพ "market maker" ออปชันDelta ≈ ความน่าจะเป็น = ค่า delta ของออปชัน (0 ถึง 1) บอกโอกาสคร่าว ๆ ที่ออปชันจะ "ได้ใช้สิทธิ์" ตอนหมดอายุ — ATM ≈ 0.5 (50/50)
Gamma–Theta คือคู่หูตรงข้าม = ถือออปชัน (long) ได้ "ความโค้ง" (gamma) ที่ทำกำไรเมื่อราคาเหวี่ยง แต่ต้องจ่าย "ค่าเช่าเวลา" (theta) ทุกวัน — สองแรงนี้หักล้างกันเสมอ
กราฟกำไร/ขาดทุนพื้นฐาน — และกราฟที่เป็น "หัวใจ" ของเล่มนี้
แกนนอน = ราคาตอนหมดอายุ (S) · แกนตั้ง = กำไร(ขึ้น)/ขาดทุน(ลง) · เส้นประน้ำเงิน = ราคาใช้สิทธิ์ (strike K)
🎓 7 บทเรียนปูพื้นฐาน — เดินจากสัญชาตญาณสู่สูตร
ส่วนที่เหลือ (บท 1–11) คือ "สรุปอ้างอิง" ที่กระชับและกระโดดเร็ว เหมาะกับคนมีพื้นแล้ว ส่วนนี้ผมจะ สอนแบบไล่จากสัญชาตญาณ → เหตุผล → สูตร ทีละแนวคิดที่คนส่วนใหญ่สะดุด เพราะหัวใจของหนังสือเล่มนี้ตรงกับคำของผู้เขียนเองว่า "ความท้าทายในการเทรดออปชันเป็นเรื่อง แนวคิด มากกว่า คณิตศาสตร์" เมื่อเข้าใจ 7 บทนี้ คุณจะอ่านสรุปบทที่เหลือได้ลื่นไหลขึ้นมาก
ความคิดที่ต้องพลิก — ออปชันคือเดิมพัน "ความเหวี่ยง" ไม่ใช่ "ทิศทาง"
มือใหม่มอง call = "พนันราคาขึ้น" ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าคุณซื้อแล้วถือเฉย ๆ แต่เทรดเดอร์มืออาชีพแทบไม่เคยถือออปชันเปล่า ๆ — พวกเขาจะ "delta hedge" คือซื้อ call แล้วขายหุ้นอ้างอิงจำนวนพอดี เพื่อ "ตัดความเสี่ยงทิศทาง" ออกไป สิ่งที่เหลือคือเดิมพันบริสุทธิ์ว่า "ราคาจะเหวี่ยงแรงพอจะคุ้มค่า premium ที่จ่ายไปไหม"
เพราะฉะนั้น คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "ราคาจะขึ้นหรือลง" แต่เป็น "ราคาจะวิ่งแรง (volatile) แค่ไหน" คนสองคนที่เถียงกันว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง อาจ เห็นตรงกัน ว่าออปชันราคาเท่าไร ถ้าเห็นความเหวี่ยงตรงกัน
Implied Volatility และกฎ "หาร 16" — แปลตัวเลข vol เป็นภาษาคน
Implied volatility (σ) คือ "ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ต่อปี" ที่ตลาดฝังไว้ในราคาออปชัน มันคือ "ตัวเลขความเหวี่ยงที่ตลาดคิดราคาไว้แล้ว" พูดง่าย ๆ คือ ราคาออปชันในตลาด ⇄ ค่า vol ตัวนี้ (แปลงไป-กลับกันได้)
แต่ "ต่อปี" ใช้ยาก เทรดเดอร์เลยมีลูกเล่น: ถ้าอยากรู้ว่า "ราคาควรขยับกี่ % ต่อวัน" ให้เอา vol ต่อปี หารด้วย 16 เพราะ 1 ปีมีวันทำการ ~252 วัน และ √252 ≈ 16 (ความผันผวนโตตามรากที่สองของเวลา)
Premium ≈ Breakeven — ทำไม "ค่าออปชัน" บอก "จุดคุ้มทุน" ได้
มีครับ และมันสวยมาก: สำหรับ straddle แบบ ATM (ซื้อ call + put ที่ strike เท่าราคาปัจจุบัน) "ค่า premium ที่จ่าย" ≈ "ระยะที่ราคาต้องวิ่งถึงจุดคุ้มทุน" พอดี เพราะตอนหมดอายุ straddle จ่ายเท่ากับ |ราคาเคลื่อนที่| ดังนั้นคุณกำไรก็ต่อเมื่อราคาวิ่งไกลกว่าที่จ่ายไป
ค่าประมาณที่เทรดเดอร์ใช้: ออปชัน ATM 1 ขา ≈ 0.4 × σ × √T × S ⇒ straddle ≈ 0.8 × σ × √T × S
ซึ่งก็คือ "จุดคุ้มทุน ±0.8σ√T" นั่นเอง
หุ้น S = 100, implied vol σ = 20%/ปี, อายุ T = 1 ปี — straddle ATM ราคาเท่าไร และคุ้มทุนเมื่อราคาวิ่งกี่ %?
Delta — เลขตัวเดียวที่เป็นทั้ง "อัตราเฮดจ์" และ "ความน่าจะเป็น"
Delta (Δ) มีสองความหมายที่ เป็นเรื่องเดียวกัน — และนี่คือไอเดียที่ Iqbal ชอบเน้น:
- ความหมายที่ 1 — อัตราเฮดจ์: ถ้าราคาหุ้นขยับ $1 ราคาออปชันขยับ $Δ ดังนั้นถ้าถือ call 1 หน่วยที่ Δ=0.5 ต้อง "ขายหุ้น 0.5 หน่วย" เพื่อตัดทิศทาง
- ความหมายที่ 2 — ความน่าจะเป็น: Δ ≈ โอกาสที่ออปชันจะจบแบบ "ได้ใช้สิทธิ์" (in-the-money) — call ATM ที่ Δ=0.5 คือโอกาส ~50%
ทำไมสองอย่างนี้ถึงเท่ากัน? เพราะมูลค่าออปชันคือ "ผลตอบแทนคาดหวังถ่วงด้วยความน่าจะเป็น" อนุพันธ์ของมันเทียบกับราคาหุ้น (= delta) จึงสะท้อนน้ำหนักความน่าจะเป็นที่ออปชันจะอยู่ในเงินพอดี
ทำไมออปชันถึงมีค่า "มากกว่า" มูลค่าแท้จริง — ความลับชื่อ Jensen
คำตอบคือ "ความโค้ง" (convexity) ของ payoff ลองคิดว่าราคามีโอกาสขึ้น $10 หรือลง $10 เท่ากัน: ถ้าขึ้น call กำไร $10 · ถ้าลง call ขาดทุนแค่ $0 (เพราะทิ้งสิทธิ์ได้) — ได้เต็มเมื่อขึ้น แต่ไม่เจ็บเมื่อลง
ความไม่สมมาตรนี้ทำให้ "ค่าเฉลี่ยของ payoff" สูงกว่า "payoff ที่ราคาเฉลี่ย" เสมอ — นี่คือ Jensen's Inequality และมันคือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ว่าทำไม "ความผันผวนถึงมีค่า": ยิ่งราคาเหวี่ยงแรง ส่วนนูนนี้ยิ่งใหญ่ ออปชันยิ่งแพง
เครื่องจักรทำกำไรของออปชัน — สงคราม Gamma ปะทะ Theta
เมื่อตัดทิศทางทิ้งด้วย delta hedge แล้ว กำไรรายวันของออปชันมาจาก "สองแรงที่สู้กัน":
- Gamma (Γ) — ฝ่ายบวกของคนถือ long: ความโค้งทำให้ทุกครั้งที่ราคาเหวี่ยง คุณ "เฮดจ์ซื้อตอนถูก-ขายตอนแพง" อัตโนมัติ ได้กำไรเล็ก ๆ (เรียก gamma scalping) — ยิ่งราคาเหวี่ยงแรง ยิ่งได้
- Theta (θ) — ฝ่ายลบ: ทุกวันที่ผ่านไป ออปชันเสียค่าเวลา (เวลาเหลือน้อย = โอกาสเหวี่ยงน้อย = ส่วนนูนหด) เปรียบเหมือน "ค่าเช่า" ที่จ่ายเพื่อถือ gamma
จุดสมดุล (breakeven) คือเมื่อ "ราคาเหวี่ยงจริง = ที่จ่ายไป" พอดี — ถ้าราคาขยับ มากกว่า σ/16 ต่อวัน คนถือ long กำไร, ถ้าน้อยกว่านั้นขาดทุน (theta กินหมด)
คุณกำลังเทรดอะไรกันแน่ — Implied ปะทะ Realized และที่มาของ "รอยยิ้ม"
กำไรของเทรดเดอร์ออปชัน = implied vol (ที่ขายได้) − realized vol (ที่เกิดจริง) ขาย vol แพงแล้วโลกสงบ = กำไร · ซื้อ vol ถูกแล้วโลกปั่นป่วน = กำไร — เหมือนบริษัทประกันที่เก็บเบี้ยแพงกว่าค่าเคลมจริง
แต่โลกจริงราคาไม่ได้กระจายแบบ "ระฆังคว่ำสมมาตร" (lognormal) เป๊ะ — มันมี หางอ้วน (fat tails) และ เอียงข้าง (skew) ตลาดเลยคิดราคา vol ของแต่ละ strike ไม่เท่ากัน เกิดเป็นเส้น volatility smile (รอยยิ้ม): strike ที่ไกล (ป้องกันหายนะ) มักแพงกว่า สะท้อนความกลัวของตลาด
§เกริ่นนำ & ภาพรวมเล่ม
Adam S. Iqbal เป็น Managing Director และ Global Head of FX Exotics ที่ Goldman Sachs (เคยเป็นเทรดเดอร์ที่ Barclays และ portfolio manager ที่ PIMCO) จบปริญญาเอกคณิตศาสตร์การเงินจาก Imperial College และฟิสิกส์ทฤษฎีจาก Cambridge — เขาเขียนเล่มนี้จากมุม "คนทำจริงในตลาด" จุดต่างจากตำราออปชันทั่วไป (เช่น Hull) คือ Iqbal เริ่มจากสัญชาตญาณของเทรดเดอร์ก่อน แล้วค่อยพิสูจน์ด้วยคณิตศาสตร์ทีหลัง
โครงหนังสือแบ่งได้เป็น 4 ส่วนใหญ่:
| ส่วน | บท | ใจความ |
|---|---|---|
| I. ออปชัน = เดิมพัน vol | 1–2 | นิยาม vol, premium/breakeven, และเข้าใจออปชัน (delta, ค่าเวลา, put–call parity) โดย "ไม่ต้องใช้โมเดล" |
| II. Greeks พื้นฐาน | 3–5 | Theta (ค่าเวลา), Gamma (ความโค้ง + PnL), Vega (เดิมพัน implied vol) |
| III. โครงสร้าง vol | 6–8 | Term structure, forward vol, และ "รอยยิ้ม": skew (RR/vanna) กับ kurtosis (BF/volgamma) |
| IV. โมเดล & เชิงประจักษ์ | 9–11 | Black–Scholes–Merton, Greeks เชิงสูตร, และการพยากรณ์/mean reversion ของ vol |
1Volatility และ Options
บทเปิดวางเสาหลักของทั้งเล่ม: ออปชันคือสัญญาที่ให้ "ความเสี่ยงต่อความผันผวน" (exposure to volatility) แล้วค่อย ๆ ปูคำสำคัญ — premium, breakeven, strike conventions, implied vs realized volatility
1.1–1.2 ออปชันคืออะไร และทำไมมันคือ "เดิมพัน vol"
Option = สิทธิ์ (ไม่ใช่ภาระ) ที่จะซื้อ (call) หรือขาย (put) สินทรัพย์อ้างอิงที่ราคา strike (K) ในอนาคต ผู้ซื้อจ่าย premium ล่วงหน้า มูลค่าของออปชันมาจากความเป็นไปได้ที่ราคาจะ "เหวี่ยง" ไปไกลพอจะได้ใช้สิทธิ์ — ความเหวี่ยงนี้คือ volatility
1.3 Premium และ Breakeven
Premium = ราคาที่จ่ายวันนี้ · Breakeven = จุดที่ราคาต้องไปถึงตอนหมดอายุเพื่อ "เท่าทุน" ตลาด FX quote ราคาออปชันได้ 3 แบบ (ยกตัวอย่าง EUR-USD):
- % EUR — จ่ายด้วยเงิน EUR เช่น quote 0.75% EUR สำหรับ notional 200M EUR ⇒ จ่าย 1.5 ล้าน EUR
- % USD — จ่ายด้วยเงิน USD (เท่ากับ % EUR เฉพาะตอน strike = spot)
- USD pips — pip = ทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายตาม convention (EUR-USD = 4 ตำแหน่ง: 1.3700→1.3710 = 10 pips) เช่น 102.75 USD pips
ข้อดีของการ quote เป็น % / pips คือ "อ่านจุดคุ้มทุนได้ทันที" — เช่น straddle 1.37 ราคา call 0.5%USD + put 0.5%USD = 1% ⇒ spot ต้องวิ่ง ±1% (ไป 1.3837 หรือ 1.3563) ถึงคุ้มทุน. ราคา premium ของ straddle ATM = ระยะ breakeven พอดี
1.4 Strike Conventions: ATMS / ATMF / ATM
คำว่า "at-the-money" ในตลาด FX มี 3 ความหมาย:
- ATMS (at-the-money spot) — strike = ราคา spot ปัจจุบัน (K = S)
- ATMF (at-the-money forward) — strike = ราคา forward (เมื่อดอกเบี้ย 2 สกุล = 0 จะเท่ากับ ATMS)
- ATM — สัญญาที่ liquid ที่สุดใน OTC จริง ๆ นิยามด้วย delta-neutral straddle (DNS): strike ที่ทำให้ delta ของ straddle = 0 (ดูบท 10) — สำหรับพารามิเตอร์ทั่วไป ATM ≈ ATMS
1.5 Volatility คืออะไร: Implied vs Realized
- Implied volatility (σimplied) = ค่า vol ที่ "ฝังในราคาตลาด" — เอาราคาออปชันจริงใส่กลับเข้าโมเดลแล้วถอดออกมา เป็น "คำพยากรณ์ความเหวี่ยงของตลาด"
- Realized volatility (σrealized) = ความเหวี่ยง "ที่เกิดขึ้นจริง" วัดจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนในอดีต
ออปชันถูกคิดราคาที่ implied vol = 16%/ปี — ตลาดคาดว่าราคาจะขยับวันละกี่ %?
2เข้าใจออปชันโดยไม่ใช้โมเดล (Delta, ค่าเวลา, Put–Call Parity)
บทนี้คือ "ของขวัญ" ของหนังสือ: แสดงว่าแนวคิดหลักหลายอย่าง — delta, delta hedging, ค่าเวลา, put–call parity — เข้าใจได้ด้วย เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ ก่อนจะรู้จัก Black–Scholes เลยด้วยซ้ำ
2.1–2.4 Payoff, Value Function และ Delta Hedging
Payoff ตอนหมดอายุของ call = max(S − K, 0), ของ put = max(K − S, 0) แต่ "ก่อน" หมดอายุ ออปชันมีค่าตาม value function V(S, t, σ) ซึ่งสูงกว่าค่า payoff เสมอ (เพราะยังมีเวลาให้ลุ้น)
Delta hedging = ถือสินทรัพย์อ้างอิง −Δ หน่วยต่อออปชัน 1 หน่วย เพื่อให้พอร์ตรวม "ไม่ไหวตามทิศทางราคา" ในช่วงสั้น ๆ เหลือไว้แต่ความเสี่ยงต่อ "ความเหวี่ยง" — เปลี่ยนออปชันให้เป็นเดิมพัน vol บริสุทธิ์
2.6–2.9 Delta คืออะไร และทำไม Delta ≈ ความน่าจะเป็น ITM
Iqbal เน้นมุมมองที่ทรงพลัง: Δ ของออปชัน ≈ ความน่าจะเป็นที่มันจะจบแบบ in-the-money call ATM ⇒ Δ ≈ 0.5 (โอกาส ~50%), call ที่ไกลออกไป (OTM ลึก) ⇒ Δ เข้าใกล้ 0, call ที่อยู่ในเงินลึก ⇒ Δ เข้าใกล้ 1
2.10 ประกอบ Vt ขึ้นมา — Jensen's Inequality
เพราะ payoff "โค้ง" (convex) ค่าเฉลี่ยของ payoff จึงสูงกว่า payoff ที่ค่าเฉลี่ยของราคา — นี่คือ Jensen's inequality และเป็นเหตุผลที่ V ลอยอยู่ "เหนือ" เส้น payoff (ส่วนต่างคือค่าเวลา/ค่าความผันผวน) ดูกราฟใบที่ 4 ในส่วนเริ่มต้น
2.12–2.13 Forwards และ Put–Call Parity
Forward คือราคาตกลงซื้อขายล่วงหน้า — ใน FX ใช้ดอกเบี้ย 2 สกุล: F = S·e(rbase−rnum)T (Iqbal สมมติดอกเบี้ย = 0 ในครึ่งแรกของเล่ม ⇒ F = S). delta ของ forward = 1 เต็ม ส่วน put–call parity คือความสัมพันธ์ที่ "บังคับด้วย no-arbitrage":
แปลเป็นภาษาคน: "ถือ call แล้วขาย put ที่ strike เดียวกัน = สร้าง forward สังเคราะห์" — ถ้าความสัมพันธ์นี้เพี้ยน จะมีคนทำ arbitrage ทันที ผลพลอยได้: call กับ put ที่ strike เดียวกันต้องใช้ implied vol เท่ากัน เสมอ
เลื่อนค่าดูว่า implied vol แปลงเป็น "ขยับต่อวัน" และ "ค่า straddle ATM กับ breakeven" อย่างไร
3Greek พื้นฐาน: Theta (θ) — ค่าเวลาที่เสียไป
Theta วัดว่าออปชันเสียมูลค่าเท่าไรเมื่อ "เวลาผ่านไป" โดยปัจจัยอื่นคงที่ สำหรับคนถือ long option theta เป็น ลบ เสมอ — เพราะยิ่งใกล้หมดอายุ โอกาสที่ราคาจะเหวี่ยงไปไกลยิ่งน้อย "ส่วนนูน" (ค่าความผันผวน) จึงหดลง
3.1 Theta ของออปชัน ATM และรูปร่างของมัน
- ขึ้นกับราคา (S): theta แรงสุดเมื่อราคาอยู่ใกล้ ATM (ตรง strike) เพราะตรงนั้นมี "ส่วนนูน" ให้เสียมากที่สุด; ออปชันที่ ITM/OTM ลึก theta เล็กลง
- ขึ้นกับเวลา (t): สำหรับ ATM ยิ่งใกล้หมดอายุ theta ยิ่งเร่งตัว (โตแบบ ~1/√T) — ค่าเวลาในสัปดาห์สุดท้ายหายเร็วกว่าช่วงต้นมาก
ออปชัน 1 สัปดาห์ ATM, σ = 10%, notional 100M EUR, EUR-USD = 1.37 — theta ต่อวันเท่าไร?
4Greek พื้นฐาน: Gamma (Γ) — ความโค้งและเครื่องจักร PnL
Gamma = อัตราที่ delta เปลี่ยน เมื่อราคาขยับ (= ความโค้งของ value function) นี่คือ Greek ที่อยู่เบื้องหลัง "การทำกำไรจากความผันผวน" ของคนถือ long option
4.2–4.4 Gamma ปะทะ Time Decay
เพราะ gamma เป็นบวก เวลาราคาขึ้น delta จะเพิ่ม (พอร์ตยาวขึ้น) เวลาราคาลง delta จะลด (พอร์ตสั้นลง) การเฮดจ์กลับสู่ delta-neutral จึงกลายเป็น "ซื้อตอนถูก ขายตอนแพง" โดยอัตโนมัติ — เรียกว่า gamma scalping แต่กำไรนี้ไม่ฟรี: คุณต้องจ่าย theta แลกมา ทั้งคู่เป็นด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน
เวอร์ชันย่อสำหรับคิดในหัว (เมื่อ σ คงที่ term1+term3 ≈ ½Γ(ΔS)²): ΔPnL ≈ ½·Γ·(ΔS)² + θ·Δt — กำไรเมื่อราคาเหวี่ยงเกิน breakeven
4.3 Trader's Gamma (dollar gamma)
เทรดเดอร์วัด gamma เป็น "การเปลี่ยนของ delta ต่อการขยับ spot 1% (log return)" คือ Γtrader = Γ·S²/100 (ไม่มี ½ — เลข ½ อยู่ในเทอม PnL ½Γ(ΔS)² ต่างหาก). เช่น spot 1.37→1.3750 (≈ +0.37%) ในตัวอย่างของ Iqbal เทรดเดอร์ต้องขายเพิ่ม ~5M EUR เพื่อคง delta-neutral
4.5 PnL Explain — แยกชิ้นกำไรรายวัน
PnL Explain คือการ "ผ่า" กำไร/ขาดทุนของวันออกเป็นชิ้น ๆ ว่ามาจาก delta เท่าไร, gamma เท่าไร, theta เท่าไร, vega เท่าไร เป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงประจำวันของเดสก์ออปชัน — ถ้า "อธิบายไม่ได้" แปลว่ามีความเสี่ยงซ่อนอยู่
ซื้อ 1.37 EUR call, notional 100M EUR, อายุ 1 สัปดาห์, σ=10%. เฮดจ์วันละครั้ง สุดท้าย spot จบที่ 1.3850 (ITM)
4.6–4.7 ความแปรปรวน และต้นทุนธุรกรรม
บทเรียนจากตัวอย่าง: delta hedge ไม่ได้เพิ่ม "กำไรคาดหวัง" (มันยังเป็นเกม gamma–theta) แต่มันลด variance ของ PnL ลงมาก — ในตัวอย่าง ไม่ว่า spot จะจบ ITM (1.3850) หรือ OTM (1.3600) เฮดจ์แล้วได้ +9k เท่ากัน. แต่ในความจริง variance ไม่เป็น 0 เพราะ implied vol ก็สุ่มและเฮดจ์ต่อเนื่องจริง ๆ ไม่ได้
วันจันทร์→อังคาร spot ขยับแค่ 1.3700→1.3710 (10 pips = 0.073%)
4.9 Gamma Profile
- Gamma สูงสุดที่ ATM และต่ำที่ ITM/OTM ลึก
- ใกล้หมดอายุ gamma ที่ ATM สูงและแหลมขึ้น (เฮดจ์บ่อย, theta แรง)
- Gamma สูงขึ้นเมื่อ implied vol ต่ำ (เส้น value แหลมขึ้น)
เปรียบเทียบ "ราคาเหวี่ยงจริงวันนี้" กับ "breakeven (σ/16)" แล้วดูว่าคนถือ long กำไรหรือขาดทุน
5Greek พื้นฐาน: Vega — เดิมพันบน Implied Volatility
Vega วัดว่าออปชันเปลี่ยนค่าเท่าไรเมื่อ implied vol ขยับ 1 จุด (ไม่ใช่ราคาอ้างอิงขยับ) ถ้า gamma คือเดิมพันบน "ความเหวี่ยงที่เกิดจริง (realized)" vega ก็คือเดิมพันบน "ราคาความเหวี่ยงในตลาด (implied)"
ออปชัน ATM 1 ปี, notional 100M EUR, EUR-USD = 1.37 — vega เท่าไร?
5.2–5.3 เข้าใจ Vega สองทาง
- ผ่านการกระจาย (PDF): vol สูงขึ้น = การกระจายของราคากว้างขึ้น = มีมวลความน่าจะเป็นเลย strike มากขึ้น = ออปชันมีค่ามากขึ้น
- ผ่าน gamma trading: vega คือ "มูลค่าปัจจุบันของกำไร gamma ที่คาดว่าจะได้ในอนาคต" — ซื้อ vega = ซื้อสิทธิ์เก็บ gamma scalping ในวันข้างหน้า
5.4–5.6 Vega ขึ้นกับอะไร
- อายุ (tenor): Vega ของ ATM ∝ S·√T — ออปชัน ยาว มี vega มากกว่า (ทำให้มันเป็นเครื่องมือเทรด "ระดับ vol" ระยะยาว). แต่อย่ารีบสรุปว่าออปชันยาว "เสี่ยงกว่า" เพราะ Δσ ของอายุสั้นมักใหญ่กว่า ชดเชยกัน (บท 6)
- ราคา (spot): Vega สูงสุดใกล้ ATM และลดลงเมื่อราคาเลื่อนออกห่าง strike
- ระดับ vol (จุดที่เคยเขียนผิด): สำหรับ ATM ความสูงของยอด vega ≈ 0.15% ไม่ขึ้นกับ σ เลย — เปลี่ยนแค่ "ความกว้าง" ของโปรไฟล์ (σ ต่ำ = แคบ). แต่สำหรับ OTM/ITM นั้น σ สูง ⇒ vega สูง
ถือ long 1-month EUR call (OTM), spot ขึ้น 1.35→1.37 (OTM→ATMS) ตามที่คาด
6Implied Volatility และ Term Structure
implied vol ไม่ได้มีค่าเดียว — มันต่างกันตาม "อายุของออปชัน" เกิดเป็น term structure (โครงสร้างของ vol เทียบกับเวลา) บทนี้สอนวิธีคิด vol แบบ "ช่วงเวลา" คล้ายกับ forward rate ของดอกเบี้ย. Rebonato นิยาม implied vol ไว้อย่างเฉียบว่าคือ "เลขตัวเดียวที่ใส่ลงในสูตรที่ผิด เพื่อให้ได้ราคาที่ถูก"
6.1 ทำไมเทรดด้วย implied vol — OTC trade & Delta Exchange
เหตุผลเชิงปฏิบัติที่ตลาด FX quote ด้วย vol ไม่ใช่ cash คือ vol ไวต่อการขยับ spot น้อยกว่าค่า premium มาก
ลูกค้าขอราคา 3-month EUR call 100M EUR, spot 1.37 — market maker quote 10%/10.3%
6.2–6.4 Forward Volatility และ "ความแปรปรวนบวกกันได้"
หลักสำคัญ: variance (= σ²·t) บวกกันได้ตามเวลา เหมือนต่อท่อ ดังนั้นถ้ารู้ vol ของช่วง 0→T₁ และ 0→T₂ เราถอด "vol ของช่วงอนาคต T₁→T₂" (forward vol) ออกมาได้
implied vol 1 เดือน = 10%, 2 เดือน = 12% — แล้ว vol ของช่วง "เดือนที่ 2 เพียว ๆ" (จากเดือน 1 ถึงเดือน 2) เท่าไร?
6.3 Flat Vega vs Weighted Vega
เวลารวมความเสี่ยง vega ข้ามหลายอายุ จะนับแบบ "เท่ากันหมด" (flat vega) ก็ได้ แต่เพราะ vol ระยะสั้นเหวี่ยงมากกว่าระยะยาว เทรดเดอร์จึงใช้ weighted vega (และ beta-weighted vega) เพื่อถ่วงน้ำหนักให้สมจริง
6.5 สร้าง Term Structure แบบรายวัน
เทรดเดอร์สร้างเส้น vol แบบ "วันต่อวัน" (ตาราง 5 คอลัมน์): วันที่ (รวมเสาร์-อาทิตย์ เพราะ FX ใช้ 365 วัน) → base vol (vol พื้นฐานถ้าเป็นวันปกติ) → event vol (บวก/ลบตามเหตุการณ์ เช่น 6-Oct-17 วัน NFP +3.00%) → forward vol (= base + event) → expiry vol (รวม variance ด้วย Eq 6.8). เช่น forward vol ของวัน NFP = 11.10% ⇒ breakeven ≈ 0.58% (โอกาสทะลุ 42% — ฟังดูสมเหตุผล)
6.6 GARCH 3 พารามิเตอร์ — ตั้ง base volatility
การตั้ง vol ทีละวันสำหรับ 2 ปี (730 วัน) ไม่ไหว GARCH(1,1) ช่วยลดเหลือ 3 พารามิเตอร์ โดยจับ 2 คุณสมบัติ: vol จับกลุ่ม (autoregressive) และ vol วิ่งกลับค่าเฉลี่ย (mean reversion):
- σ²(0) = vol ฐานของ "วันนี้" — ปรับขึ้น ⇒ ยกปลายสั้นของเส้น
- VL = variance ระยะยาว/terminal (เหมือน terminal rate ใน fixed income) — ปรับขึ้น ⇒ ยกปลายยาว
- half-life (วัน) = กี่วันที่ forward variance เดินทางครึ่งทางจาก σ²(0) ไป VL — ปรับขึ้น ⇒ เส้นแบนลง
6.7 Volatility Carry & FVA — และข้อสรุปที่สวนสามัญสำนึก
Volatility carry = เดิมพันว่าเส้น term structure จะ"อยู่นิ่ง" ทำให้ vol ไม่ขึ้นตามที่ถูกคิดราคาไว้ · FVA (Forward Volatility Agreement) = สัญญาตกลงซื้อ/ขาย straddle ในอนาคตที่ราคา (vol) กำหนดวันนี้
เส้น vol ลาดขึ้น ขาย FVA 3-month-in-9-month ที่ forward vol = 9.46%, notional 100M EUR/ขา
ถอด vol ของ "ช่วงอนาคต" จาก vol สะสมสองอายุ (variance บวกกันได้)
7Vanna, Risk Reversal และ Skewness (รอยยิ้มเอียงข้าง)
โลกจริงไม่ได้กระจายแบบสมมาตร — ราคามักมีโอกาส "ร่วงแรง" กับ "พุ่งแรง" ไม่เท่ากัน เรียกว่า skewness (ความเบ้) บทนี้ว่าด้วยเครื่องมือวัดและเทรดความเบ้นั้น
Vanna บอกว่า "vega เปลี่ยนเมื่อ spot เปลี่ยน" (หรือ "delta เปลี่ยนเมื่อ vol เปลี่ยน"). คน long vanna เชียร์ให้ vol ขึ้นเมื่อ spot ขึ้น — คือได้ประโยชน์จาก spot-vol correlation ที่เป็นบวก
7.1–7.2 Risk Reversal และ Skewness (FX ไม่ใช่หุ้น)
Risk Reversal (RR) มี 2 ความหมาย: (1) โครงสร้าง payoff = ซื้อ OTM call + ขาย OTM put (หรือกลับกัน), (2) ส่วนต่าง σ ระหว่าง call กับ put ที่ delta เท่ากัน. RR คือเครื่องมือหลักในการรับ exposure ของ vanna/skew
เฟรมของหนังสือเป็น FX ผ่าน spot-vol correlation (ไม่ใช่ "หุ้นกลัวร่วง"): ช่วงวิกฤต เงินไหลเข้าสกุล safe-haven (JPY) ออกจากสกุลเสี่ยง (AUD) พร้อม ๆ กับ vol ที่พุ่ง ⇒ คู่ AUD-JPY มี spot-vol correlation ติดลบ ⇒ ตลาดคิดราคา OTM put แพงกว่า OTM call (เส้น smile เอียงลง)
7.3–7.4 Delta Space (วิธีของ FX)
FX ระบุ strike ด้วย "delta + ค่า σ" แทนราคา strike ตรง ๆ และพล็อต smile ใน delta space (แกนนอน = delta) เพราะคงรูปทรงไว้แม้ราคาวิ่ง:
- delta ยิ่งต่ำ strike ยิ่งไกล spot: 25Δ ≈ 1.5% จาก spot · 10Δ ≈ 3% จาก spot
- ถ้า σ สูงขึ้น strike เดิมจะกลายเป็น delta ที่ ต่ำลง (เพราะ delta ≈ ความน่าจะเป็น ITM และ strike นั้นห่างขึ้นในหน่วย σ)
- ตัวอย่าง Fig 7.5: 25Δ call = 9%, 25Δ put = 13% ⇒ RR = 4% (put − call) เป็น smile เอียงลง (AUD-JPY)
7.5 Smile Vega — ทำไม "vol reference" ถึงสำคัญ
แม้ RR จะ "เกือบไม่มี vega" แต่ถ้าคู่สัญญา ตกลง vol reference ไม่ตรงกัน ก็มีผลต่อ PnL: ถ้าตั้ง vol references สูงขึ้น strike 25Δ จะห่าง spot มากขึ้น ผู้ขาย RR เสียเปรียบ (ขายของที่ไกลกว่าในราคาเท่าเดิม)
7.6 Smile Delta — และกับดักที่ "เฮดจ์แล้วเสี่ยงขึ้น"
เมื่อราคาวิ่ง ออปชัน "เลื่อน (roll)" ไปบนเส้น smile ทำให้ σ ที่ใช้เปลี่ยน ⇒ delta จริงต่างจาก BSM delta. ส่วนต่างนี้คือ smile delta
8Volgamma, Butterfly และ Kurtosis (หางอ้วน)
นอกจากความเบ้ การกระจายจริงยังมี kurtosis — "หางอ้วน + ยอดแหลม" (leptokurtic) คือโอกาสเกิดเหตุการณ์สุดขั้วและโอกาสที่ราคานิ่งสนิท มากกว่าระฆังคว่ำปกติ เครื่องมือเทรดเรื่องนี้คือ butterfly
8.1 Butterfly Strategy (vega-neutral)
Butterfly (BF) = ขาย ATM straddle + ซื้อ strangle (OTM call + OTM put) — ตั้งให้ vega-neutral ตอนเริ่ม
8.2 Volgamma
เมื่อ σ ขึ้น: vega ของ straddle (ATM) ไม่เปลี่ยน แต่ strangle ได้ vega ⇒ โครงสร้างกลายเป็น long vega ⇒ พิสูจน์ว่า BF = long volgamma. เปรียบกับ gamma เป๊ะ: long gamma → ขาย spot เมื่อขึ้น/ซื้อเมื่อลง · long volgamma → ขาย vol เมื่อขึ้น/ซื้อ vol เมื่อลง และได้ประโยชน์จาก "ความผันผวนของความผันผวน (vol of vol)"
8.3 Kurtosis → ราคา Butterfly
ถ้าตลาดเริ่มเชื่อว่าการกระจายจริงเป็น leptokurtic (ยอดแหลม + หางอ้วน) กว่าที่คิดราคาไว้: คนจะ ขาย ATM straddle (กินโอกาสที่ราคานิ่ง) + ซื้อ OTM strangle (กันหางอ้วน) = ซื้อ butterfly. ดังนั้น ยิ่ง kurtosis มาก fair price ของ BF ยิ่งสูง และสะท้อนออกมาเป็น "ความโค้ง (convexity)" ของรอยยิ้ม
8.4–8.5 "รอยยิ้ม" = ATM + RR + BF
ถ้าแยกผล kurtosis ออกจาก skew (สมมติ spot-vol correlation = 0) จะได้ smile สมมาตร เช่น 25Δ put/call = 11% ขณะ ATMS = 10% (ปีกแพงกว่ากลาง = ความโค้ง). เพิ่ม kurtosis ⇒ ปีกยิ่งแพงขึ้นเทียบ ATM
9Black–Scholes–Merton Model
หลังจากเข้าใจทุกอย่างด้วยสัญชาตญาณแล้ว บทนี้จึง "ใส่คณิตศาสตร์" ให้ครบ — และผู้อ่านจะเห็นว่าโมเดลแค่ ยืนยันสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
9.1–9.2 Log-normal Diffusion และ BSM PDE
BSM สมมติว่าราคาเดินแบบ geometric Brownian motion: ผลตอบแทนกระจายแบบปกติ ⇒ ราคากระจายแบบ log-normal
เมื่อสร้างพอร์ต "ออปชัน + เฮดจ์ด้วยสินทรัพย์อ้างอิง −Δ" แล้วใช้ Itô's Lemma เทอมที่มีความสุ่ม (dW) จะถูกหักล้างด้วย delta hedge พอดี (อาศัยผล (dW)² = dt — variance ของ Brownian motion โตเชิงเส้นกับเวลา) เหลือพอร์ตที่ "ไร้ความเสี่ยงชั่วขณะ" no-arbitrage จึงบังคับให้ได้ผลตอบแทน = r ผลคือ BSM PDE:
9.3–9.5 Feynman–Kac และ Risk-Neutral Probabilities
ทฤษฎีบท Feynman–Kac แปลง PDE ให้เป็น "ค่าคาดหวัง" — ราคาออปชัน = มูลค่าปัจจุบันของ payoff คาดหวัง ในโลกเสมือนปลอดความเสี่ยง (risk-neutral) ที่ทุกสินทรัพย์ดริฟต์ด้วย r แทน μ
ในกรอบนี้ N(d₂) = ความน่าจะเป็น (risk-neutral) ที่ call จะจบแบบ ITM และ N(d₁) เชื่อมกับ delta — เป็นเหตุผลเชิงสูตรของ "delta ≈ ความน่าจะเป็น" ในบท 2
และผล "42% โอกาสทะลุ breakeven" จากบท 1/6 (ในกรอบ normal) ยังเป็นจริงโดยประมาณในกรอบ log-normal BSM ด้วย (เพราะ σ ~10% ทำให้เทอม σ²/2 เล็กมาก)
10The Black–Scholes Greeks (สูตรปิดของ Greeks)
บทนี้รวบ Greeks ทั้งหมดในรูป "สูตรปิด" จาก BSM — สิ่งที่เราเข้าใจเชิงสัญชาตญาณมาแล้ว ตอนนี้คำนวณตัวเลขได้
10.1 Delta สามแบบ และ ATM Convention
- Spot delta = e−rnumT·N(d₁) (เทียบ spot) — risk-neutral P(ITM) = N(d₂); ส่วนต่าง delta กับ P(ITM) เล็ก (1M ~1%, 1Y ~3%; วิกฤต 2008 vol>25% เป็น ~3%/~9%)
- Dual delta = ∂V/∂K — มี 2 ความหมาย: (1) ราคาของ digital option ที่ strike K, (2) delta เมื่อมองจากนักลงทุนสกุลฐาน (EUR-bank)
- Forward delta — ไม่ใช่จำนวนสัญญา forward ที่ต้องเฮดจ์! เพราะ PnL ของ forward รับรู้ในอนาคต ต้องคิดลด ⇒ เฮดจ์ด้วย e−rT×(forward delta) สัญญา
- ATM (DNS) = strike ที่ delta ของ straddle ตาม BSM = 0 (d₁ = 0). หมายเหตุ: DNS มี smile delta ⇒ BSM delta = 0 แต่ delta จริงไม่จำเป็นต้อง 0
10.2–10.6 สูตร Greeks หลัก
| Greek | สูตร (BSM, ไม่มีปันผล) | ความหมาย |
|---|---|---|
| Delta (call) | Δ = N(d₁) | อัตราเฮดจ์ ≈ ความน่าจะเป็น ITM |
| Gamma | Γ = N′(d₁) / (S·σ·√T) | ความโค้ง (สูงสุด ATM/ใกล้หมดอายุ) |
| Theta | θ = −S·N′(d₁)·σ /(2√T) − ... | ค่าเวลาที่เสีย (คู่กับ gamma) |
| Vega | Vega = S·N′(d₁)·√T | ความไวต่อ implied vol (∝ √T) |
| Vanna | ∂²V/∂S∂σ (= ∂Vega/∂S = ∂Δ/∂σ) | เชื่อม spot↔vol; ∝ 1/σ · ATM vanna เล็ก → ต้องเทรด OTM |
| Volgamma | ∂²V/∂σ² (= ∂Vega/∂σ) | ความโค้งใน vol; ATM volgamma = 0 (เทรด butterfly = OTM) |
โดย N′ คือฟังก์ชันความหนาแน่นปกติมาตรฐาน และ d₁ = [ln(S/K) + (r + ½σ²)T] / (σ√T), d₂ = d₁ − σ√T · เลข 2.1 ที่โผล่ทั้งเล่ม (breakeven/theta/vega) มาจากการวัดเวลาเป็น "วัน" แทน "ปี"
ซื้อ 1-year EUR-USD ATM notional 100M EUR — spot ขึ้น 1% ต้องเฮดจ์เท่าไร?
11Predictability และ Mean Reversion (ทดสอบเชิงประจักษ์)
ทั้งเล่มยืนอยู่บนสมมติฐานว่า spot เป็น martingale (E[ST]=St) — ไม่มี autocorrelation ไม่มี mean reversion ในผลตอบแทน ทำให้ variance โตเชิงเส้นกับเวลา. บทปิดท้ายจึงเป็น การทดสอบทางสถิติ เพื่อหาหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้ — คำถามคือ "ใช้ราคาในอดีตทำนายผลตอบแทนอนาคตได้ไหม?"
11.1–11.2 การทดสอบและผลลัพธ์
- ข้อมูล: อัตราแลกเปลี่ยนรายวัน 6 สกุลเทียบ USD — JPY, GBP, EUR, CAD, AUD, CHF (เริ่มต่างปีกัน เช่น JPY/GBP/CHF ปี 1973, EUR ปี 1999, AUD ปี 1983) ข้อมูลสิ้นสุด 10 มี.ค. 2011
- วิธี: ประมาณ autocorrelation ของผลตอบแทนถึง 261 lags (ทดสอบว่าผลตอบแทนวันนี้ทำนายผลตอบแทนวันเดียวกันปีหน้าได้ไหม) คำนวณ standard error 2 วิธี (bootstrap + GMM) ถือว่า "มีนัยสำคัญ" เมื่อห่างจาก 0 เกิน 1.96 SD (5%)
- ทำไมศึกษา "ผลตอบแทน" ไม่ใช่ "ราคา": เพราะผลตอบแทน stationary กว่า (ค่าราคา exchange rate มี variance โตตามเวลา ไม่ stationary)
Aสรุปสูตร & Rule of Thumb สำคัญ
ภาคผนวก A (Probability) ปูพื้น PMF/PDF/CDF, การกระจายปกติ (กฎ 68% ภายใน ±1σ) และ log-normal (ซึ่ง "เบ้บวก" มากขึ้นเมื่อ σ ใหญ่ — เหตุผลที่ราคาเป็นบวกเสมอ) · ภาคผนวก B (Calculus) ทบทวนอนุพันธ์/อนุพันธ์ย่อยที่ใช้นิยาม Greeks — ด้านล่างคือสูตรและกฎลัดที่ใช้บ่อยที่สุด
กฎลัด (rule of thumb) ของเทรดเดอร์
| กฎ | สูตร | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| หาร 16 | ขยับ/วัน ≈ σ ÷ 16 | แปลง vol รายปี → ความเหวี่ยงรายวัน (1%/วัน = 16%/ปี) |
| ราคา ATM | call ≈ 0.4·σ·√T·S | ตีราคาออปชันในหัวเร็ว ๆ |
| Straddle / Breakeven | ≈ 0.8·σ·√T·S | premium ≈ ระยะคุ้มทุน |
| 4.2 / 2.1 (bps) | breakeven(bps) ≈ 4.2·σ(%)·√วัน (straddle) / 2.1 (ขาเดียว) | σ=10%: overnight 42 / 1M 230 / 1Y 800 bps |
| กฎ 42% | P(payoff straddle > breakeven) ≈ 42% | เกือบไม่ขึ้นกับ σ/อายุ → ตัดสินซื้อ-ขาย |
| Variance บวกกันได้ | σ²(T)·T สะสมตามเวลา | ถอด forward vol |
| Delta ≈ ความน่าจะเป็น | Δ ≈ P(ITM) = N(d₂) | อ่าน 25Δ = ~25% โอกาส |
| กำไรคาดหวัง | ≈ (σrealized − σimplied) × Vega | หัวใจของการเทรด vol |
สูตรหลักของออปชัน
แผนที่ Greeks — เดิมพันอะไร
| Greek | เทียบกับ | เดิมพัน |
|---|---|---|
| Delta (Δ) | ราคา spot | ทิศทาง (ปกติเฮดจ์ทิ้ง) |
| Gamma (Γ) | delta/ราคา² | realized vol ระยะสั้น |
| Theta (θ) | เวลา | ค่าเช่าของ gamma |
| Vega | implied vol | ระดับ vol (ระยะยาว) |
| Vanna | spot × vol | skew (RR) |
| Volgamma | vol² | kurtosis (butterfly) |
Bอภิธานศัพท์ (Glossary)
| ศัพท์ | คำอธิบายภาษาคน |
|---|---|
| Volatility (σ) | "ความเหวี่ยง" ของราคา วัดเป็นส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนต่อปี |
| Implied volatility | ค่า vol ที่ "ฝัง" อยู่ในราคาตลาดของออปชัน = คำพยากรณ์ความเหวี่ยงของตลาด |
| Realized volatility | ความเหวี่ยงที่เกิดขึ้น "จริง" วัดจากข้อมูลราคาในอดีต |
| Premium | ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน |
| Strike (K) | ราคาที่ตกลงไว้สำหรับใช้สิทธิ์ซื้อ/ขาย |
| ATM / ITM / OTM | At/In/Out-of-the-money = ราคาปัจจุบันเทียบ strike: ตรง/ในเงิน/นอกเงิน |
| ATMS / ATMF | ATM-spot (K = spot) / ATM-forward (K = forward) — เท่ากันเมื่อดอกเบี้ย = 0 |
| DNS | Delta-Neutral Straddle = strike ที่ straddle มี BSM delta = 0 (นิยามของ ATM ใน FX) |
| pip | Price interest point = ทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายตาม convention (EUR-USD 4 ตำแหน่ง) |
| OTC | Over-the-counter = ตลาดต่อรองตรงระหว่างคู่สัญญา (ไม่ผ่านตลาดกลาง) |
| Delta exchange | การส่งมอบ delta hedge พร้อมเทรดออปชัน ทำให้ทั้งคู่ hedged และ premium ไม่ไวต่อ spot |
| Spot-vol correlation | ความสัมพันธ์ระหว่างการขยับ spot กับ implied vol — ที่มาของ skew/vanna |
| Delta (Δ) | ราคาออปชันเปลี่ยนเท่าไรเมื่อราคาอ้างอิงเปลี่ยน 1 หน่วย ≈ ความน่าจะเป็น ITM |
| Delta hedging | ถือสินทรัพย์อ้างอิง −Δ เพื่อตัดความเสี่ยงทิศทาง เหลือเดิมพัน vol |
| Gamma (Γ) | อัตราที่ delta เปลี่ยน = ความโค้ง = เครื่องทำกำไรจากการเหวี่ยง |
| Theta (θ) | อัตราเสียค่าเวลา = "ค่าเช่า" ของการถือ gamma |
| Vega | ความไวของราคาออปชันต่อ implied vol |
| Vanna | ตัวเชื่อม: delta เปลี่ยนเมื่อ vol เปลี่ยน (ใช้บริหาร skew) |
| Volgamma / Volga | ความโค้งของมูลค่าเทียบ vol (ใช้เทรด butterfly/kurtosis) |
| Gamma scalping | การเฮดจ์กลับสู่ delta-neutral ซ้ำ ๆ ทำให้ "ซื้อถูก-ขายแพง" อัตโนมัติ |
| Straddle | ซื้อ call + put ที่ strike เดียวกัน = เดิมพัน vol บริสุทธิ์ |
| Risk Reversal (RR) | ซื้อ call − ขาย put (25Δ) = เครื่องมือเทรด skew |
| Butterfly (BF) | ซื้อปีก − ขายตัว = เครื่องมือเทรด kurtosis (หางอ้วน) |
| Volatility smile | เส้น implied vol ที่ต่างกันตาม strike = ATM + RR + BF |
| Term structure | โครงสร้างของ implied vol เทียบกับอายุออปชัน |
| Forward volatility | vol ของ "ช่วงเวลาในอนาคต" ถอดจาก term structure |
| Risk-neutral | โลกเสมือนที่ทุกสินทรัพย์ดริฟต์ด้วย r — ทางลัดคำนวณราคาที่ no-arbitrage รับรอง |
| Mean reversion | แนวโน้มที่ vol จะวิ่งกลับเข้าหาค่าเฉลี่ยระยะยาว |
| FVA | Forward Volatility Agreement = สัญญาตกลงซื้อ/ขาย straddle ในอนาคตที่ vol กำหนดวันนี้ |
| Smile vega | ผลของการตกลง "vol reference" ต่างกัน บนโครงสร้างที่แทบไม่มี vega (RR/BF) |
| Smile delta | delta ส่วนเกินจากการที่ออปชัน "เลื่อน" บนเส้น smile เมื่อ spot ขยับ |
| PMF / PDF / CDF | ฟังก์ชันความน่าจะเป็น (มวล/ความหนาแน่น/สะสม) ของการกระจายราคา |
| PDE | Partial Differential Equation = สมการเชิงอนุพันธ์ย่อยของ BSM ที่ใช้หาราคา |
| Martingale | กระบวนการที่ E[ค่าอนาคต] = ค่าปัจจุบัน (E[ST]=St) — ฐานของทั้งเล่ม |
| Volatility risk premium | ส่วนต่างที่ implied vol (VL) ของตลาดสูงกว่าค่าประมาณเชิงประจักษ์ |