สรุปหนังสือ · Options / Volatility Trading

Volatility: Practical Options Theory

หนังสือที่เขียนโดย "เทรดเดอร์ออปชันตัวจริง" เพื่ออธิบายว่า ออปชันแท้จริงแล้วคือการเดิมพันบน "ความผันผวน" (volatility) ไม่ใช่การทายว่าราคาจะขึ้นหรือลง จุดเด่นคือสอนแนวคิดสำคัญ — implied volatility, delta hedging, ค่าเวลา และ Greeks ทั้งหมด — ด้วย สัญชาตญาณเชิงเศรษฐศาสตร์ก่อน แล้วค่อยต่อยอดเป็นสูตร Black–Scholes–Merton สรุปฉบับนี้เรียงตามโครงจริงของหนังสือ (11 บท) เน้นภาษาคนอ่านง่าย ใช้ศัพท์เฉพาะแต่มีคำอธิบายกำกับเสมอ

สำหรับคนไม่มีพื้นฐาน

เข้าใจหัวใจของเล่มนี้ง่าย ๆ ใน 5 นาที

ถ้าจำได้แค่ประโยคเดียวจากหนังสือทั้งเล่ม ให้จำว่า: "ออปชันคือเครื่องมือสำหรับเดิมพันว่าราคาจะ "เหวี่ยง" มากหรือน้อย — ไม่ใช่เดิมพันทิศทาง" ฟังดูแปลก เพราะคนทั่วไปคิดว่าซื้อ call = เชียร์ให้ราคาขึ้น แต่เทรดเดอร์มืออาชีพมองคนละมุม ด้านล่างคือ 4 แนวคิดหลักของเล่มนี้ อธิบายเทียบกับชีวิตจริง

🎟️

Option = "สิทธิ์" ที่จ่ายค่าเข้าชม

จ่าย premium (ค่าธรรมเนียม) เพื่อได้ "สิทธิ์เลือก" ไม่ใช่ภาระ — เหมือนวางมัดจำจองบ้าน ถ้าราคาขึ้นใช้สิทธิ์ (กำไร) ถ้าราคาตกก็แค่ทิ้งมัดจำ ขาดทุนจำกัดที่ค่า premium

Call = สิทธิ์ "ซื้อ" · Put = สิทธิ์ "ขาย"
🎢

Volatility = "ความเหวี่ยง" ของราคา

ไม่ใช่ "ราคาจะขึ้นหรือลง" แต่คือ "ราคาจะวิ่งแรงแค่ไหน" — รถไฟเหาะที่เหวี่ยงแรงน่ากลัวกว่ารถไฟเหาะที่ค่อย ๆ ไหล ยิ่งเหวี่ยงแรง ออปชันยิ่งแพง เพราะมีโอกาสได้กำไรก้อนโต

วัดเป็น % ต่อปี เช่น σ = 16% ต่อปี
⚖️

Implied vs Realized = "คำพยากรณ์" vs "ของจริง"

Implied vol = ความเหวี่ยงที่ตลาด "คิดราคาไว้แล้ว" (ฝังอยู่ในค่า premium) · Realized vol = ความเหวี่ยงที่เกิดขึ้น "จริง" — กำไร/ขาดทุนของเทรดเดอร์ออปชันมาจาก "ส่วนต่าง" ของสองตัวนี้

ซื้อถูก-ขายแพง แต่เป็นเรื่องของ "vol" ไม่ใช่ราคาหุ้น
🛡️

Delta Hedging = "ตัดทิศทางทิ้ง เหลือแต่ความเหวี่ยง"

เทรดเดอร์ซื้อออปชันแล้ว "ขายหุ้นอ้างอิงจำนวนพอดี" เพื่อหักล้างความเสี่ยงทิศทาง — เหลือเดิมพันบริสุทธิ์ว่า "ราคาจะเหวี่ยงมากกว่าที่จ่ายไปไหม" นี่คือวิธีเปลี่ยนออปชันให้เป็นเดิมพัน vol ล้วน ๆ

หัวใจของอาชีพ "market maker" ออปชัน
3 ของวิเศษที่เจอทั้งเล่ม (จำไว้พอ) กฎ "หาร 16" = อยากรู้ว่าราคาควรขยับกี่ % ต่อวัน? เอา vol ต่อปีหารด้วย 16 — เช่น vol 16%/ปี ⇒ ขยับ ~1% ต่อวัน (มาจาก √252 ≈ 16 วันทำการ)
Delta ≈ ความน่าจะเป็น = ค่า delta ของออปชัน (0 ถึง 1) บอกโอกาสคร่าว ๆ ที่ออปชันจะ "ได้ใช้สิทธิ์" ตอนหมดอายุ — ATM ≈ 0.5 (50/50)
Gamma–Theta คือคู่หูตรงข้าม = ถือออปชัน (long) ได้ "ความโค้ง" (gamma) ที่ทำกำไรเมื่อราคาเหวี่ยง แต่ต้องจ่าย "ค่าเช่าเวลา" (theta) ทุกวัน — สองแรงนี้หักล้างกันเสมอ

กราฟกำไร/ขาดทุนพื้นฐาน — และกราฟที่เป็น "หัวใจ" ของเล่มนี้

แกนนอน = ราคาตอนหมดอายุ (S) · แกนตั้ง = กำไร(ขึ้น)/ขาดทุน(ลง) · เส้นประน้ำเงิน = ราคาใช้สิทธิ์ (strike K)

S กำไร K
Long Call — ซื้อสิทธิ์ "ซื้อ" · ขาดทุนจำกัด กำไรไม่จำกัดเมื่อราคาขึ้น
S กำไร K
Long Put — ซื้อสิทธิ์ "ขาย" · กำไรเมื่อราคาร่วง (เหมือนประกันขาลง)
S กำไร K
Long Straddle (call+put ที่ K เดียวกัน) — เดิมพัน vol บริสุทธิ์! กำไรเมื่อราคาเหวี่ยงแรง "ทางไหนก็ได้"
S มูลค่า K
เส้นโค้งน้ำเงิน = มูลค่าออปชันก่อนหมดอายุ · เส้นหักเขียว = มูลค่าแท้จริง — "ส่วนนูน" คือค่าเวลา/ค่าความผันผวน (Jensen)
โหมดติวเตอร์ · สอนทีละขั้น

🎓 7 บทเรียนปูพื้นฐาน — เดินจากสัญชาตญาณสู่สูตร

ส่วนที่เหลือ (บท 1–11) คือ "สรุปอ้างอิง" ที่กระชับและกระโดดเร็ว เหมาะกับคนมีพื้นแล้ว ส่วนนี้ผมจะ สอนแบบไล่จากสัญชาตญาณ → เหตุผล → สูตร ทีละแนวคิดที่คนส่วนใหญ่สะดุด เพราะหัวใจของหนังสือเล่มนี้ตรงกับคำของผู้เขียนเองว่า "ความท้าทายในการเทรดออปชันเป็นเรื่อง แนวคิด มากกว่า คณิตศาสตร์" เมื่อเข้าใจ 7 บทนี้ คุณจะอ่านสรุปบทที่เหลือได้ลื่นไหลขึ้นมาก

1

ความคิดที่ต้องพลิก — ออปชันคือเดิมพัน "ความเหวี่ยง" ไม่ใช่ "ทิศทาง"

ซื้อ Call ก็คือเชียร์ให้ราคาขึ้นไม่ใช่เหรอ? ทำไมบอกว่าเป็นเดิมพันความผันผวน?

มือใหม่มอง call = "พนันราคาขึ้น" ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าคุณซื้อแล้วถือเฉย ๆ แต่เทรดเดอร์มืออาชีพแทบไม่เคยถือออปชันเปล่า ๆ — พวกเขาจะ "delta hedge" คือซื้อ call แล้วขายหุ้นอ้างอิงจำนวนพอดี เพื่อ "ตัดความเสี่ยงทิศทาง" ออกไป สิ่งที่เหลือคือเดิมพันบริสุทธิ์ว่า "ราคาจะเหวี่ยงแรงพอจะคุ้มค่า premium ที่จ่ายไปไหม"

เพราะฉะนั้น คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "ราคาจะขึ้นหรือลง" แต่เป็น "ราคาจะวิ่งแรง (volatile) แค่ไหน" คนสองคนที่เถียงกันว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง อาจ เห็นตรงกัน ว่าออปชันราคาเท่าไร ถ้าเห็นความเหวี่ยงตรงกัน

"This book studies options, the financial contracts that provide exposure to volatility." — Iqbal, Preface (ประโยคเปิดของหนังสือ)
จำให้ขึ้นใจ: ทุกครั้งที่เห็นคำว่า "ออปชัน" ในเล่มนี้ ให้แทนที่ในใจด้วยคำว่า "เดิมพันความผันผวน" — แล้วเนื้อหาทั้งเล่มจะเข้าที่
2

Implied Volatility และกฎ "หาร 16" — แปลตัวเลข vol เป็นภาษาคน

เขาบอก "vol อยู่ที่ 16%" — 16% ของอะไร? แล้วมันแปลว่าราคาจะขยับวันละเท่าไร?

Implied volatility (σ) คือ "ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ต่อปี" ที่ตลาดฝังไว้ในราคาออปชัน มันคือ "ตัวเลขความเหวี่ยงที่ตลาดคิดราคาไว้แล้ว" พูดง่าย ๆ คือ ราคาออปชันในตลาด ⇄ ค่า vol ตัวนี้ (แปลงไป-กลับกันได้)

แต่ "ต่อปี" ใช้ยาก เทรดเดอร์เลยมีลูกเล่น: ถ้าอยากรู้ว่า "ราคาควรขยับกี่ % ต่อวัน" ให้เอา vol ต่อปี หารด้วย 16 เพราะ 1 ปีมีวันทำการ ~252 วัน และ √252 ≈ 16 (ความผันผวนโตตามรากที่สองของเวลา)

กฎหาร 16 (daily breakeven move) ขยับต่อวัน ≈ σต่อปี ÷ √252 ≈ σ ÷ 16
"...implied volatility, delta hedging, time value, and many of the so-called option Greeks can be understood by appealing to intuitive economic arguments alone..." — Iqbal, Preface (แนวทางทั้งเล่ม: เข้าใจด้วยสัญชาตญาณก่อนสูตร)
จำให้ขึ้นใจ: vol 16%/ปี ⇒ ขยับ ~1%/วัน · vol 32% ⇒ ~2%/วัน — "หาร 16" คือเครื่องแปลง vol รายปีให้เป็นความรู้สึกรายวันทันที
3

Premium ≈ Breakeven — ทำไม "ค่าออปชัน" บอก "จุดคุ้มทุน" ได้

จ่ายค่า straddle ไป ราคาต้องวิ่งไกลแค่ไหนถึงจะคุ้ม? มีวิธีดูเร็ว ๆ ไหม?

มีครับ และมันสวยมาก: สำหรับ straddle แบบ ATM (ซื้อ call + put ที่ strike เท่าราคาปัจจุบัน) "ค่า premium ที่จ่าย" ≈ "ระยะที่ราคาต้องวิ่งถึงจุดคุ้มทุน" พอดี เพราะตอนหมดอายุ straddle จ่ายเท่ากับ |ราคาเคลื่อนที่| ดังนั้นคุณกำไรก็ต่อเมื่อราคาวิ่งไกลกว่าที่จ่ายไป

ค่าประมาณที่เทรดเดอร์ใช้: ออปชัน ATM 1 ขา ≈ 0.4 × σ × √T × S ⇒ straddle ≈ 0.8 × σ × √T × S ซึ่งก็คือ "จุดคุ้มทุน ±0.8σ√T" นั่นเอง

ตัวอย่างคำนวณ (ประกอบความเข้าใจ)

หุ้น S = 100, implied vol σ = 20%/ปี, อายุ T = 1 ปี — straddle ATM ราคาเท่าไร และคุ้มทุนเมื่อราคาวิ่งกี่ %?

1 ค่า call ATM ≈ 0.4 × 0.20 × √1 × 100 = 8
2 straddle = call + put ≈ 8 + 8 = 16 (≈ 0.8 × 0.20 × 100)
3 จุดคุ้มทุน = ±16 จาก 100 ⇒ ต้องวิ่งเกิน ±16% ถึงจะกำไร
straddle ≈ 16 และคุ้มทุนเมื่อราคาเคลื่อน > ±16% — สังเกตว่า "ราคา premium" กับ "%คุ้มทุน" เป็นเลขเดียวกัน (16)
จำให้ขึ้นใจ: มอง premium ของ straddle ATM เป็น "ค่าตั๋วเข้าชม" — ราคาต้องเหวี่ยงไกลกว่าค่าตั๋วคุณถึงจะได้กำไร
4

Delta — เลขตัวเดียวที่เป็นทั้ง "อัตราเฮดจ์" และ "ความน่าจะเป็น"

Delta = 0.5 แปลว่าอะไรกันแน่? เห็นใช้ทั้งเรื่องเฮดจ์และเรื่องโอกาส มันคนละอย่างไหม?

Delta (Δ) มีสองความหมายที่ เป็นเรื่องเดียวกัน — และนี่คือไอเดียที่ Iqbal ชอบเน้น:

  • ความหมายที่ 1 — อัตราเฮดจ์: ถ้าราคาหุ้นขยับ $1 ราคาออปชันขยับ $Δ ดังนั้นถ้าถือ call 1 หน่วยที่ Δ=0.5 ต้อง "ขายหุ้น 0.5 หน่วย" เพื่อตัดทิศทาง
  • ความหมายที่ 2 — ความน่าจะเป็น: Δ ≈ โอกาสที่ออปชันจะจบแบบ "ได้ใช้สิทธิ์" (in-the-money) — call ATM ที่ Δ=0.5 คือโอกาส ~50%

ทำไมสองอย่างนี้ถึงเท่ากัน? เพราะมูลค่าออปชันคือ "ผลตอบแทนคาดหวังถ่วงด้วยความน่าจะเป็น" อนุพันธ์ของมันเทียบกับราคาหุ้น (= delta) จึงสะท้อนน้ำหนักความน่าจะเป็นที่ออปชันจะอยู่ในเงินพอดี

จำให้ขึ้นใจ: ตัวเลข delta อ่านได้สองทาง — "ต้องเฮดจ์หุ้นกี่หน่วย" และ "มีโอกาสกี่ %" — เทรดเดอร์ FX ถึงเรียก strike ด้วยค่า delta เลย เช่น "25-delta call"
5

ทำไมออปชันถึงมีค่า "มากกว่า" มูลค่าแท้จริง — ความลับชื่อ Jensen

ถ้าตอนนี้ราคา = strike พอดี (ATM) มูลค่าแท้จริง = 0 แล้วทำไมออปชันยังมีราคา?

คำตอบคือ "ความโค้ง" (convexity) ของ payoff ลองคิดว่าราคามีโอกาสขึ้น $10 หรือลง $10 เท่ากัน: ถ้าขึ้น call กำไร $10 · ถ้าลง call ขาดทุนแค่ $0 (เพราะทิ้งสิทธิ์ได้) — ได้เต็มเมื่อขึ้น แต่ไม่เจ็บเมื่อลง

ความไม่สมมาตรนี้ทำให้ "ค่าเฉลี่ยของ payoff" สูงกว่า "payoff ที่ราคาเฉลี่ย" เสมอ — นี่คือ Jensen's Inequality และมันคือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ว่าทำไม "ความผันผวนถึงมีค่า": ยิ่งราคาเหวี่ยงแรง ส่วนนูนนี้ยิ่งใหญ่ ออปชันยิ่งแพง

Jensen — มูลค่าออปชัน ≥ มูลค่าแท้จริงเสมอ V(S, t, σ) ≥ max(S − K, 0)
จำให้ขึ้นใจ: "ส่วนนูน" เหนือเส้นหักของ payoff คือค่าของความผันผวน — convexity = เพื่อนของคนถือออปชัน (long gamma)
6

เครื่องจักรทำกำไรของออปชัน — สงคราม Gamma ปะทะ Theta

เทรดเดอร์ที่ delta-hedge แล้ว ทำกำไร/ขาดทุนจากอะไรในแต่ละวัน?

เมื่อตัดทิศทางทิ้งด้วย delta hedge แล้ว กำไรรายวันของออปชันมาจาก "สองแรงที่สู้กัน":

  • Gamma (Γ) — ฝ่ายบวกของคนถือ long: ความโค้งทำให้ทุกครั้งที่ราคาเหวี่ยง คุณ "เฮดจ์ซื้อตอนถูก-ขายตอนแพง" อัตโนมัติ ได้กำไรเล็ก ๆ (เรียก gamma scalping) — ยิ่งราคาเหวี่ยงแรง ยิ่งได้
  • Theta (θ) — ฝ่ายลบ: ทุกวันที่ผ่านไป ออปชันเสียค่าเวลา (เวลาเหลือน้อย = โอกาสเหวี่ยงน้อย = ส่วนนูนหด) เปรียบเหมือน "ค่าเช่า" ที่จ่ายเพื่อถือ gamma
PnL รายวันของออปชันที่เฮดจ์แล้ว (หัวใจของเล่มนี้) PnL ≈ ½ Γ (ΔS)² + θ Δt

จุดสมดุล (breakeven) คือเมื่อ "ราคาเหวี่ยงจริง = ที่จ่ายไป" พอดี — ถ้าราคาขยับ มากกว่า σ/16 ต่อวัน คนถือ long กำไร, ถ้าน้อยกว่านั้นขาดทุน (theta กินหมด)

จำให้ขึ้นใจ: long option = long gamma + short theta — คุณ "เช่าความโค้ง" และจ่ายค่าเช่าเป็น theta; เกมคือลุ้นให้ realized vol > implied vol
7

คุณกำลังเทรดอะไรกันแน่ — Implied ปะทะ Realized และที่มาของ "รอยยิ้ม"

ถ้า "ค่า vol" คือสิ่งที่เทรดกัน แล้วทำไมแต่ละ strike ถึงมี vol ไม่เท่ากัน (vol smile)?

กำไรของเทรดเดอร์ออปชัน = implied vol (ที่ขายได้) − realized vol (ที่เกิดจริง) ขาย vol แพงแล้วโลกสงบ = กำไร · ซื้อ vol ถูกแล้วโลกปั่นป่วน = กำไร — เหมือนบริษัทประกันที่เก็บเบี้ยแพงกว่าค่าเคลมจริง

แต่โลกจริงราคาไม่ได้กระจายแบบ "ระฆังคว่ำสมมาตร" (lognormal) เป๊ะ — มันมี หางอ้วน (fat tails) และ เอียงข้าง (skew) ตลาดเลยคิดราคา vol ของแต่ละ strike ไม่เท่ากัน เกิดเป็นเส้น volatility smile (รอยยิ้ม): strike ที่ไกล (ป้องกันหายนะ) มักแพงกว่า สะท้อนความกลัวของตลาด

3 อิฐที่ประกอบเป็น "รอยยิ้ม" (เจอในบท 6–8) ATM = ระดับ vol ตรงกลาง (ความเหวี่ยงพื้นฐาน) · Risk Reversal (RR) = ความเอียง/skew (กลัวขึ้นหรือกลัวลงมากกว่ากัน) · Butterfly (BF) = ความอ้วนของหาง/kurtosis (กลัวเหตุการณ์สุดขั้ว)
จำให้ขึ้นใจ: "รอยยิ้ม" ไม่ใช่ความผิดพลาดของโมเดล แต่คือ "ตลาดบอกราคาความเสี่ยงที่โมเดล lognormal มองข้าม" — RR ขายความเอียง, BF ขายหางอ้วน

§เกริ่นนำ & ภาพรวมเล่ม

Adam S. Iqbal เป็น Managing Director และ Global Head of FX Exotics ที่ Goldman Sachs (เคยเป็นเทรดเดอร์ที่ Barclays และ portfolio manager ที่ PIMCO) จบปริญญาเอกคณิตศาสตร์การเงินจาก Imperial College และฟิสิกส์ทฤษฎีจาก Cambridge — เขาเขียนเล่มนี้จากมุม "คนทำจริงในตลาด" จุดต่างจากตำราออปชันทั่วไป (เช่น Hull) คือ Iqbal เริ่มจากสัญชาตญาณของเทรดเดอร์ก่อน แล้วค่อยพิสูจน์ด้วยคณิตศาสตร์ทีหลัง

เล่มนี้ "เน้น" และ "ไม่เน้น" อะไร เน้น: ความเข้าใจเชิงสัญชาตญาณของ implied vol, delta hedging, Greeks, การเทรด vol จริง และตลาด FX options (OTC) · ตัวอย่างใช้ FX เป็นหลัก เพราะตลาด FX spot/forward สภาพคล่องสูงและข้อจำกัดน้อย (ขาย EUR-USD = ซื้อ USD-EUR ไม่มีปัญหา short) แต่แนวคิดเกือบทั้งหมดใช้กับออปชันหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ได้เหมือนกัน

โครงหนังสือแบ่งได้เป็น 4 ส่วนใหญ่:

ส่วนบทใจความ
I. ออปชัน = เดิมพัน vol1–2นิยาม vol, premium/breakeven, และเข้าใจออปชัน (delta, ค่าเวลา, put–call parity) โดย "ไม่ต้องใช้โมเดล"
II. Greeks พื้นฐาน3–5Theta (ค่าเวลา), Gamma (ความโค้ง + PnL), Vega (เดิมพัน implied vol)
III. โครงสร้าง vol6–8Term structure, forward vol, และ "รอยยิ้ม": skew (RR/vanna) กับ kurtosis (BF/volgamma)
IV. โมเดล & เชิงประจักษ์9–11Black–Scholes–Merton, Greeks เชิงสูตร, และการพยากรณ์/mean reversion ของ vol
หมายเหตุความถูกต้อง สรุปนี้อ้างอิงสารบัญ คำนำ และโครงจริงของหนังสือ (ฉบับ Wiley 2018) — ส่วน quote ภาษาอังกฤษที่อ้างมาจาก "คำนำ" ซึ่งเปิดให้อ่านได้สาธารณะ ตัวเลขในกล่องตัวอย่างเป็น "ตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด" (ใช้ค่าประมาณมาตรฐานของวงการ เช่น 0.4σ√T, σ/16) ไม่ได้คัดลอกตารางจากตัวเล่ม
Part I — ออปชันคือการเดิมพันความผันผวน · บท 1–2

1Volatility และ Options

บทเปิดวางเสาหลักของทั้งเล่ม: ออปชันคือสัญญาที่ให้ "ความเสี่ยงต่อความผันผวน" (exposure to volatility) แล้วค่อย ๆ ปูคำสำคัญ — premium, breakeven, strike conventions, implied vs realized volatility

1.1–1.2 ออปชันคืออะไร และทำไมมันคือ "เดิมพัน vol"

Option = สิทธิ์ (ไม่ใช่ภาระ) ที่จะซื้อ (call) หรือขาย (put) สินทรัพย์อ้างอิงที่ราคา strike (K) ในอนาคต ผู้ซื้อจ่าย premium ล่วงหน้า มูลค่าของออปชันมาจากความเป็นไปได้ที่ราคาจะ "เหวี่ยง" ไปไกลพอจะได้ใช้สิทธิ์ — ความเหวี่ยงนี้คือ volatility

ข้อพิสูจน์เด็ดของบทนี้: "call + delta hedge = straddle" Iqbal ใช้ตัวอย่าง EUR-USD: ซื้อ call strike 1.37 notional 200 ล้าน EUR แล้วขาย spot 100 ล้าน EUR ที่ 1.37 (= delta hedge) → payoff รวมออกมาเป็นรูป V เท่ากับ straddle เป๊ะ! ในเมื่อ straddle คือเดิมพัน vol ชัด ๆ จึงพิสูจน์ได้ว่า call/put (เมื่อ delta-hedge แล้ว) ก็คือเดิมพัน vol เช่นกัน — ไม่ใช่เดิมพันทิศทาง

1.3 Premium และ Breakeven

Premium = ราคาที่จ่ายวันนี้ · Breakeven = จุดที่ราคาต้องไปถึงตอนหมดอายุเพื่อ "เท่าทุน" ตลาด FX quote ราคาออปชันได้ 3 แบบ (ยกตัวอย่าง EUR-USD):

  • % EUR — จ่ายด้วยเงิน EUR เช่น quote 0.75% EUR สำหรับ notional 200M EUR ⇒ จ่าย 1.5 ล้าน EUR
  • % USD — จ่ายด้วยเงิน USD (เท่ากับ % EUR เฉพาะตอน strike = spot)
  • USD pipspip = ทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายตาม convention (EUR-USD = 4 ตำแหน่ง: 1.3700→1.3710 = 10 pips) เช่น 102.75 USD pips

ข้อดีของการ quote เป็น % / pips คือ "อ่านจุดคุ้มทุนได้ทันที" — เช่น straddle 1.37 ราคา call 0.5%USD + put 0.5%USD = 1% ⇒ spot ต้องวิ่ง ±1% (ไป 1.3837 หรือ 1.3563) ถึงคุ้มทุน. ราคา premium ของ straddle ATM = ระยะ breakeven พอดี

สูตร breakeven ของ Iqbal (Eq 1.3) — σ เป็น % ใส่จำนวน "วัน" ตรง ๆ ได้หน่วยเป็น bps breakeven straddle (bps) ≈ 4.2 · σ(%) · √(วัน)   |   ขาเดียว (call/put) ใช้ 2.1 แทน 4.2
ตัวเลขที่ควรจำ (ที่ σ = 10%) breakeven ของ ATM straddle ≈ 42 bps (overnight) / 230 bps (1 เดือน) / 800 bps (1 ปี) — เลขชุดนี้คือ 4.2×10×√(1, 30, 365) และเทียบเท่ากับกฎในหัว "straddle ATM ≈ 0.8·σ·√T·S" (T เป็นปี). เลข 2.1 / 4.2 เป็นค่าคงที่ที่โผล่ซ้ำทั้งเล่ม (breakeven, theta, vega)

1.4 Strike Conventions: ATMS / ATMF / ATM

คำว่า "at-the-money" ในตลาด FX มี 3 ความหมาย:

  • ATMS (at-the-money spot) — strike = ราคา spot ปัจจุบัน (K = S)
  • ATMF (at-the-money forward) — strike = ราคา forward (เมื่อดอกเบี้ย 2 สกุล = 0 จะเท่ากับ ATMS)
  • ATM — สัญญาที่ liquid ที่สุดใน OTC จริง ๆ นิยามด้วย delta-neutral straddle (DNS): strike ที่ทำให้ delta ของ straddle = 0 (ดูบท 10) — สำหรับพารามิเตอร์ทั่วไป ATM ≈ ATMS

1.5 Volatility คืออะไร: Implied vs Realized

  • Implied volatility (σimplied) = ค่า vol ที่ "ฝังในราคาตลาด" — เอาราคาออปชันจริงใส่กลับเข้าโมเดลแล้วถอดออกมา เป็น "คำพยากรณ์ความเหวี่ยงของตลาด"
  • Realized volatility (σrealized) = ความเหวี่ยง "ที่เกิดขึ้นจริง" วัดจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนในอดีต
ตัวอย่าง: กฎหาร 16

ออปชันถูกคิดราคาที่ implied vol = 16%/ปี — ตลาดคาดว่าราคาจะขยับวันละกี่ %?

1 ความผันผวนรายวัน = σ ÷ √(วันทำการต่อปี) = 16% ÷ √252
2 √252 ≈ 15.87 ≈ 16 ⇒ 16% ÷ 16 ≈ 1%
ตลาด "คิดราคาไว้" ว่าจะขยับ ~1% ต่อวัน — ถ้าจริง ๆ ขยับมากกว่านี้สม่ำเสมอ คนถือ long option จะกำไร
กฎ 42% (โอกาสทะลุ breakeven) ความน่าจะเป็นที่ payoff ของ straddle จะ เกิน breakeven ≈ 42% — และที่สวยคือเลขนี้ เกือบไม่ขึ้นกับ σ หรืออายุ เลย. ใช้ตัดสินใจ: ถ้าคุณคิดว่าโอกาสจริงที่ราคาจะทะลุ breakeven > 42% → ซื้อ straddle, ถ้าน้อยกว่า → ขาย
กำไรคาดหวังจากการถือออปชัน (ลิงก์ไป Vega บท 5) กำไรคาดหวัง ≈ (σrealized − σimplied) × Vega
📌 Trader's Summary (บท 1): ออปชัน = exposure ต่อ volatility · call/put + delta hedge = straddle = เดิมพัน vol · implied vol คือ "ราคาตลาดของความเหวี่ยง" · realized vol คือของจริง · กำไร ≈ (realized − implied)×Vega · ใช้กฎ "หาร 16" + "4.2/2.1" + "42%" · premium ของ ATM ≈ ระยะ breakeven

2เข้าใจออปชันโดยไม่ใช้โมเดล (Delta, ค่าเวลา, Put–Call Parity)

บทนี้คือ "ของขวัญ" ของหนังสือ: แสดงว่าแนวคิดหลักหลายอย่าง — delta, delta hedging, ค่าเวลา, put–call parity — เข้าใจได้ด้วย เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ ก่อนจะรู้จัก Black–Scholes เลยด้วยซ้ำ

2.1–2.4 Payoff, Value Function และ Delta Hedging

Payoff ตอนหมดอายุของ call = max(S − K, 0), ของ put = max(K − S, 0) แต่ "ก่อน" หมดอายุ ออปชันมีค่าตาม value function V(S, t, σ) ซึ่งสูงกว่าค่า payoff เสมอ (เพราะยังมีเวลาให้ลุ้น)

Delta hedging = ถือสินทรัพย์อ้างอิง −Δ หน่วยต่อออปชัน 1 หน่วย เพื่อให้พอร์ตรวม "ไม่ไหวตามทิศทางราคา" ในช่วงสั้น ๆ เหลือไว้แต่ความเสี่ยงต่อ "ความเหวี่ยง" — เปลี่ยนออปชันให้เป็นเดิมพัน vol บริสุทธิ์

2.6–2.9 Delta คืออะไร และทำไม Delta ≈ ความน่าจะเป็น ITM

นิยาม Delta Δ = ∂V/∂S  (ราคาออปชันเปลี่ยนเท่าไรเมื่อราคาอ้างอิงเปลี่ยน 1 หน่วย)

Iqbal เน้นมุมมองที่ทรงพลัง: Δ ของออปชัน ≈ ความน่าจะเป็นที่มันจะจบแบบ in-the-money call ATM ⇒ Δ ≈ 0.5 (โอกาส ~50%), call ที่ไกลออกไป (OTM ลึก) ⇒ Δ เข้าใกล้ 0, call ที่อยู่ในเงินลึก ⇒ Δ เข้าใกล้ 1

ทำไม Delta ถึง "เท่ากับ" ความน่าจะเป็น ITM (พิสูจน์ด้วย call spread) Iqbal พิสูจน์ผ่าน digital option (จ่าย 1 หน่วยถ้า ITM, จ่าย 0 ถ้าไม่): สร้าง digital ได้จาก "call spread แคบ ๆ" (ซื้อ call strike K, ขาย call strike K+ε แล้วสเกล) — มูลค่าของ digital = ความน่าจะเป็น ITM พอดี และมันคืออนุพันธ์ของราคา call เทียบ strike ⇒ จึงผูกกับ delta โดยตรง. รากฐานคือสมการ martingale E[ST] = St (ราคาคาดหวังในอนาคต = ราคาวันนี้) ซึ่งใช้ทั้งเล่ม
เกร็ด FX + American options ใน FX ทุกออปชันเป็นทั้ง call และ put พร้อมกัน — EUR-call USD-put ตัวเดียวกัน (มองจากสกุลไหนก็ได้). และ Iqbal ชี้ว่า American option ไม่ควร early-exercise (ในกรอบนี้) เพราะการใช้สิทธิ์ก่อนกำหนดทิ้ง "ค่าเวลา/ค่าความผันผวน" (ส่วนนูน Jensen) ไปเปล่า ๆ

2.10 ประกอบ Vt ขึ้นมา — Jensen's Inequality

เพราะ payoff "โค้ง" (convex) ค่าเฉลี่ยของ payoff จึงสูงกว่า payoff ที่ค่าเฉลี่ยของราคา — นี่คือ Jensen's inequality และเป็นเหตุผลที่ V ลอยอยู่ "เหนือ" เส้น payoff (ส่วนต่างคือค่าเวลา/ค่าความผันผวน) ดูกราฟใบที่ 4 ในส่วนเริ่มต้น

ความโค้งทำให้ออปชันมีค่าเสมอ V(S, t, σ) ≥ max(S − K, 0)   (ยิ่ง σ มาก ช่องว่างยิ่งกว้าง)

2.12–2.13 Forwards และ Put–Call Parity

Forward คือราคาตกลงซื้อขายล่วงหน้า — ใน FX ใช้ดอกเบี้ย 2 สกุล: F = S·e(rbase−rnum)T (Iqbal สมมติดอกเบี้ย = 0 ในครึ่งแรกของเล่ม ⇒ F = S). delta ของ forward = 1 เต็ม ส่วน put–call parity คือความสัมพันธ์ที่ "บังคับด้วย no-arbitrage":

Put–Call Parity (กรณีดอกเบี้ย 0 ที่ Iqbal ใช้ในบทต้น) C − P = S − K   (กรณีทั่วไป/มีดอกเบี้ย: C − P = e−rT(F − K))

แปลเป็นภาษาคน: "ถือ call แล้วขาย put ที่ strike เดียวกัน = สร้าง forward สังเคราะห์" — ถ้าความสัมพันธ์นี้เพี้ยน จะมีคนทำ arbitrage ทันที ผลพลอยได้: call กับ put ที่ strike เดียวกันต้องใช้ implied vol เท่ากัน เสมอ

เครื่องคำนวณ #1 · Breakeven & ÷16

เลื่อนค่าดูว่า implied vol แปลงเป็น "ขยับต่อวัน" และ "ค่า straddle ATM กับ breakeven" อย่างไร

ขยับ/วัน (÷16)
1.25
% ต่อวัน
straddle ATM
16.0
≈ 0.8σ√T·S
breakeven หมดอายุ
±16.0
%
เลขเหล่านี้คือ "ค่าประมาณเทรดเดอร์" (rule of thumb) ไม่ใช่ราคาจาก BSM เป๊ะ ๆ — แต่ใกล้พอสำหรับคิดในหัวเร็ว ๆ
📌 Trader's Summary (บท 2): delta = อัตราเฮดจ์ และ ≈ ความน่าจะเป็น ITM · delta hedging เปลี่ยนออปชันเป็นเดิมพัน vol · ค่าเวลามาจาก convexity (Jensen) · put–call parity ผูก call/put/forward ด้วย no-arbitrage และบังคับให้ call กับ put strike เดียวกันใช้ vol เท่ากัน
Part II — Greeks พื้นฐาน: Theta · Gamma · Vega · บท 3–5

3Greek พื้นฐาน: Theta (θ) — ค่าเวลาที่เสียไป

Theta วัดว่าออปชันเสียมูลค่าเท่าไรเมื่อ "เวลาผ่านไป" โดยปัจจัยอื่นคงที่ สำหรับคนถือ long option theta เป็น ลบ เสมอ — เพราะยิ่งใกล้หมดอายุ โอกาสที่ราคาจะเหวี่ยงไปไกลยิ่งน้อย "ส่วนนูน" (ค่าความผันผวน) จึงหดลง

นิยาม Theta θ = ∂V/∂t  (โดยทั่วไปเป็นค่าลบสำหรับ long option)

3.1 Theta ของออปชัน ATM และรูปร่างของมัน

  • ขึ้นกับราคา (S): theta แรงสุดเมื่อราคาอยู่ใกล้ ATM (ตรง strike) เพราะตรงนั้นมี "ส่วนนูน" ให้เสียมากที่สุด; ออปชันที่ ITM/OTM ลึก theta เล็กลง
  • ขึ้นกับเวลา (t): สำหรับ ATM ยิ่งใกล้หมดอายุ theta ยิ่งเร่งตัว (โตแบบ ~1/√T) — ค่าเวลาในสัปดาห์สุดท้ายหายเร็วกว่าช่วงต้นมาก
สูตรราคา ATM ที่ Iqbal ให้ "ท่องจำ" (Eq 3.3) — d = จำนวนวันถึงหมดอายุ ราคา ATM (% ของ notional) ≈ 2.1 · σ(%) · √(d) / 100   (ขาเดียว) — straddle = 2 เท่า
ตัวอย่างจริงของ Iqbal: overnight theta

ออปชัน 1 สัปดาห์ ATM, σ = 10%, notional 100M EUR, EUR-USD = 1.37 — theta ต่อวันเท่าไร?

1 ราคาวันนี้ (7 วัน) ≈ 0.55% ของ notional = 550k EUR = 753.5k USD (×1.37)
2 ถ้า spot ไม่ขยับ พรุ่งนี้เหลือ 6 วัน ราคา = 704k USD
3 overnight theta = 753.5k − 704k = 49.5k USD/วัน
theta ≈ −49.5k USD/วัน (peak theta จากกราฟ BSM ที่ ATM ≈ −39k USD/24 ชม.) — ค่าเวลานี้คือ "ค่าเช่า" ที่คนถือ long จ่าย
มุมมองสำคัญ + ความสัมพันธ์ Theta↔Gamma คิดว่า theta คือ "ค่าเช่า" ที่คนถือ long จ่ายเพื่อครอบครอง gamma — และในกรอบ BSM ทั้งสองผูกกันด้วยสมการ θ ≈ −½ · Γ · σ² · S² (บท 9): gamma มาก = theta มาก สองตัวนี้เป็นด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกันเสมอ
📌 Trader's Summary (บท 3): theta = อัตราเสียค่าเวลา · long option = short theta (จ่ายค่าเช่า) · theta แรงสุดที่ ATM และเร่งตัวเมื่อใกล้หมดอายุ · theta คือ "ด้านราคา" ของการถือ gamma

4Greek พื้นฐาน: Gamma (Γ) — ความโค้งและเครื่องจักร PnL

Gamma = อัตราที่ delta เปลี่ยน เมื่อราคาขยับ (= ความโค้งของ value function) นี่คือ Greek ที่อยู่เบื้องหลัง "การทำกำไรจากความผันผวน" ของคนถือ long option

นิยาม Gamma Γ = ∂Δ/∂S = ∂²V/∂S²  (บวกเสมอสำหรับ long option)

4.2–4.4 Gamma ปะทะ Time Decay

เพราะ gamma เป็นบวก เวลาราคาขึ้น delta จะเพิ่ม (พอร์ตยาวขึ้น) เวลาราคาลง delta จะลด (พอร์ตสั้นลง) การเฮดจ์กลับสู่ delta-neutral จึงกลายเป็น "ซื้อตอนถูก ขายตอนแพง" โดยอัตโนมัติ — เรียกว่า gamma scalping แต่กำไรนี้ไม่ฟรี: คุณต้องจ่าย theta แลกมา ทั้งคู่เป็นด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน

PnL Explain ของ Iqbal (Eq 4.6) — มี 3 ก้อน ไม่ใช่ 2! ΔPnL = term1 (gamma trading) + term2 (time decay, θΔt) + term3 (option revaluation)
⚠️ จุดที่คนเข้าใจผิด (Iqbal เตือนตรง ๆ) อย่าคิดว่า "gamma หักล้าง theta" แบบ term1 ปะทะ term2 — เพราะบางวัน ทั้ง term1 และ term2 ติดลบพร้อมกัน (เช่น ราคาขึ้นแล้วขึ้นอีก ทำให้ขายของถูกเฮดจ์เสียเปรียบ). ความจริงคือ term1 + term3 รวมกันถึงจะไปหักล้าง term2. ที่สำคัญ: expected PnL ของ gamma trading (term1) = 0 (มันคือชุดการเทรด spot ที่ E[ΔS]=0) — ดังนั้น "คนซื้อออปชันไม่ได้ขาดทุนแน่นอน" อย่างที่เข้าใจผิดกัน

เวอร์ชันย่อสำหรับคิดในหัว (เมื่อ σ คงที่ term1+term3 ≈ ½Γ(ΔS)²): ΔPnL ≈ ½·Γ·(ΔS)² + θ·Δt — กำไรเมื่อราคาเหวี่ยงเกิน breakeven

4.3 Trader's Gamma (dollar gamma)

เทรดเดอร์วัด gamma เป็น "การเปลี่ยนของ delta ต่อการขยับ spot 1% (log return)" คือ Γtrader = Γ·S²/100 (ไม่มี ½ — เลข ½ อยู่ในเทอม PnL ½Γ(ΔS)² ต่างหาก). เช่น spot 1.37→1.3750 (≈ +0.37%) ในตัวอย่างของ Iqbal เทรดเดอร์ต้องขายเพิ่ม ~5M EUR เพื่อคง delta-neutral

4.5 PnL Explain — แยกชิ้นกำไรรายวัน

PnL Explain คือการ "ผ่า" กำไร/ขาดทุนของวันออกเป็นชิ้น ๆ ว่ามาจาก delta เท่าไร, gamma เท่าไร, theta เท่าไร, vega เท่าไร เป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงประจำวันของเดสก์ออปชัน — ถ้า "อธิบายไม่ได้" แปลว่ามีความเสี่ยงซ่อนอยู่

ตัวอย่างจริงของ Iqbal: ออปชัน 1 สัปดาห์ (§4.5.1)

ซื้อ 1.37 EUR call, notional 100M EUR, อายุ 1 สัปดาห์, σ=10%. เฮดจ์วันละครั้ง สุดท้าย spot จบที่ 1.3850 (ITM)

1 term2 (time decay ทั้งสัปดาห์) = ราคาออปชัน = −761k USD
2 term3 (option revaluation) = intrinsic = (1.3850−1.37)×100M = +1,500k USD
3 term1 (gamma trading) เป็นลบ → รวม 3 ก้อน = +9k USD
เฮดจ์แล้วได้ +9k USD · ถ้าไม่เฮดจ์เลย: spot ขึ้น (ITM) = +739k / spot ลง (OTM) = −761k. ที่เด็ดคือถ้า spot ลงไป 1.3600 แทน เฮดจ์แล้วก็ยังได้ +9k เท่าเดิม — delta hedge บีบความแปรปรวนของ PnL ลง

4.6–4.7 ความแปรปรวน และต้นทุนธุรกรรม

บทเรียนจากตัวอย่าง: delta hedge ไม่ได้เพิ่ม "กำไรคาดหวัง" (มันยังเป็นเกม gamma–theta) แต่มันลด variance ของ PnL ลงมาก — ในตัวอย่าง ไม่ว่า spot จะจบ ITM (1.3850) หรือ OTM (1.3600) เฮดจ์แล้วได้ +9k เท่ากัน. แต่ในความจริง variance ไม่เป็น 0 เพราะ implied vol ก็สุ่มและเฮดจ์ต่อเนื่องจริง ๆ ไม่ได้

ต้นทุนธุรกรรม (Transaction costs) — ตัวเลขจริง ในตัวอย่าง 1-week ข้างบน เทรดเดอร์เทรด spot รวม 134M EUR ตลอดสัปดาห์ × ~1 pip = 13.4k USD ⇒ มากกว่ากำไร 9k! ต้นทุนธุรกรรมทำให้ trade ที่ดูกำไรกลายเป็น ขาดทุนสุทธิ — เฮดจ์ถี่เกินไปจึงไม่ดีเสมอ
Daily PnL Explain (§4.8): วันที่ realized vol ต่ำ

วันจันทร์→อังคาร spot ขยับแค่ 1.3700→1.3710 (10 pips = 0.073%)

1 0.073%/วัน × 16 ≈ realized vol ~1.2% ต่อปี — ต่ำกว่า implied 10% มาก
2 term1+term3 ได้คืนแค่ ~10% ของ theta วันนั้น ⇒ ขาดทุน
long option แต่ตลาดนิ่ง = ขาดทุน เพราะ realized < implied — ตรงกับหัวใจของบท 1

4.9 Gamma Profile

  • Gamma สูงสุดที่ ATM และต่ำที่ ITM/OTM ลึก
  • ใกล้หมดอายุ gamma ที่ ATM สูงและแหลมขึ้น (เฮดจ์บ่อย, theta แรง)
  • Gamma สูงขึ้นเมื่อ implied vol ต่ำ (เส้น value แหลมขึ้น)
⚠️ Total Gamma เท่ากันทุกออปชัน — อย่าเข้าใจผิด ที่พูดกันว่า "ออปชันสั้นมี gamma เยอะกว่า" ไม่ถูกซะทีเดียว: total gamma (อินทิเกรตทั่วทุกระดับราคา) เท่ากันทุกออปชัน เพราะ delta ต้องวิ่งจาก 0→1 เสมอไม่ว่าอายุเท่าไร. ออปชันสั้นแค่มี gamma "กระจุกตัว" (localized) รอบ ATM แหลม ๆ ส่วนออปชันยาว gamma กระจายออกกว้าง — ปริมาณรวมเท่ากัน
เครื่องคำนวณ #2 · Gamma–Theta รายวัน

เปรียบเทียบ "ราคาเหวี่ยงจริงวันนี้" กับ "breakeven (σ/16)" แล้วดูว่าคนถือ long กำไรหรือขาดทุน

breakeven/วัน
1.00
σ ÷ 16 (%)
ผลวันนี้
กำไร
long option
ราคาขยับ 2.0% > breakeven 1.00% ⇒ gamma ชนะ theta = กำไร
📌 Trader's Summary (บท 4): gamma = ความโค้ง = เครื่องทำกำไรผ่าน gamma scalping · PnL Explain มี 3 ก้อน (gamma + theta + revaluation); term1+term3 หักล้าง term2 · expected gamma PnL = 0 · delta hedge ลด variance ไม่เปลี่ยนค่าเฉลี่ย · ต้นทุนธุรกรรมสำคัญ (13.4k > 9k!) · total gamma เท่ากันทุกออปชัน (สั้น = กระจุกตัว)

5Greek พื้นฐาน: Vega — เดิมพันบน Implied Volatility

Vega วัดว่าออปชันเปลี่ยนค่าเท่าไรเมื่อ implied vol ขยับ 1 จุด (ไม่ใช่ราคาอ้างอิงขยับ) ถ้า gamma คือเดิมพันบน "ความเหวี่ยงที่เกิดจริง (realized)" vega ก็คือเดิมพันบน "ราคาความเหวี่ยงในตลาด (implied)"

นิยาม Vega Vega = ∂V/∂σ  (บวกสำหรับ long option — vol ขึ้น = กำไร)
ตัวอย่างจริงของ Iqbal: คำนวณ Vega

ออปชัน ATM 1 ปี, notional 100M EUR, EUR-USD = 1.37 — vega เท่าไร?

1 Vega ≈ 400k EUR ต่อการขยับ implied vol 1 "vol" (1%) = 548k USD (×1.37)
2 ถ้า σ = 10% ราคาออปชัน ATM = 4M EUR (= 0.4×σ×√T×notional)
implied vol ขึ้น 1% ⇒ กำไร +548k USD — long option = long vega

5.2–5.3 เข้าใจ Vega สองทาง

  • ผ่านการกระจาย (PDF): vol สูงขึ้น = การกระจายของราคากว้างขึ้น = มีมวลความน่าจะเป็นเลย strike มากขึ้น = ออปชันมีค่ามากขึ้น
  • ผ่าน gamma trading: vega คือ "มูลค่าปัจจุบันของกำไร gamma ที่คาดว่าจะได้ในอนาคต" — ซื้อ vega = ซื้อสิทธิ์เก็บ gamma scalping ในวันข้างหน้า

5.4–5.6 Vega ขึ้นกับอะไร

  • อายุ (tenor): Vega ของ ATM ∝ S·√T — ออปชัน ยาว มี vega มากกว่า (ทำให้มันเป็นเครื่องมือเทรด "ระดับ vol" ระยะยาว). แต่อย่ารีบสรุปว่าออปชันยาว "เสี่ยงกว่า" เพราะ Δσ ของอายุสั้นมักใหญ่กว่า ชดเชยกัน (บท 6)
  • ราคา (spot): Vega สูงสุดใกล้ ATM และลดลงเมื่อราคาเลื่อนออกห่าง strike
  • ระดับ vol (จุดที่เคยเขียนผิด): สำหรับ ATM ความสูงของยอด vega ≈ 0.15% ไม่ขึ้นกับ σ เลย — เปลี่ยนแค่ "ความกว้าง" ของโปรไฟล์ (σ ต่ำ = แคบ). แต่สำหรับ OTM/ITM นั้น σ สูง ⇒ vega สูง
Vega derive จริง (§5.7): รอบข่าว Non-Farm Payrolls

ถือ long 1-month EUR call (OTM), spot ขึ้น 1.35→1.37 (OTM→ATMS) ตามที่คาด

1 ออปชันกลายเป็น ATMS ⇒ vega โต ~9k → ~12k EUR (long vega มากขึ้น)
2 แต่หลังข่าวออก implied vol มัก ตก (ตลาดถอด vol ส่วนเกินทิ้ง) ⇒ ขาดทุนจากทั้งที่ long vega และ derive vega เพิ่ม
"vega derive" นี้คือเหตุผลที่ต้องมี vanna และ volgamma (บท 7–8) มาช่วยบริหาร
Gamma vs Vega — อย่าสับสน Gamma = กระจุกตัวและเด่นในออปชันสั้น (เดิมพันว่า "วันนี้-พรุ่งนี้จะเหวี่ยงจริงไหม" = realized vol) · Vega = ออปชัน ยาว มีเยอะ (เดิมพันว่า "ราคา vol ในตลาดจะขึ้นหรือลง" = implied vol) — เทรดความผันผวนคนละขอบเวลา
📌 Trader's Summary (บท 5): vega = ความไวต่อ implied vol · long option = long vega · vega ∝ S√T · ATM vega peak (~0.15%) ไม่ขึ้นกับ σ เปลี่ยนแค่ความกว้าง · gamma เทรด realized vol ระยะสั้น, vega เทรด implied vol ระยะยาว · vega derive รอบข่าว → ต้องใช้ vanna/volgamma
Part III — โครงสร้าง vol และ "รอยยิ้ม" · บท 6–8

6Implied Volatility และ Term Structure

implied vol ไม่ได้มีค่าเดียว — มันต่างกันตาม "อายุของออปชัน" เกิดเป็น term structure (โครงสร้างของ vol เทียบกับเวลา) บทนี้สอนวิธีคิด vol แบบ "ช่วงเวลา" คล้ายกับ forward rate ของดอกเบี้ย. Rebonato นิยาม implied vol ไว้อย่างเฉียบว่าคือ "เลขตัวเดียวที่ใส่ลงในสูตรที่ผิด เพื่อให้ได้ราคาที่ถูก"

6.1 ทำไมเทรดด้วย implied vol — OTC trade & Delta Exchange

เหตุผลเชิงปฏิบัติที่ตลาด FX quote ด้วย vol ไม่ใช่ cash คือ vol ไวต่อการขยับ spot น้อยกว่าค่า premium มาก

ตัวอย่างจริง: quote ออปชัน OTC

ลูกค้าขอราคา 3-month EUR call 100M EUR, spot 1.37 — market maker quote 10%/10.3%

1 แปลงเป็น cash: bid 2.72M USD / offer 2.81M USD
2 ระหว่างคุยกัน spot ตกไป 1.3690 ⇒ premium ขยับ ~50k USD (แต่ vol bid/offer เท่าเดิม)
3 Delta exchange: ผู้ซื้อขาย 50M EUR ที่ spot ref 1.37 ให้ผู้ขาย ⇒ ทั้งคู่ delta-hedged ฟรี และ premium ไม่ไวต่อ spot (50k USD ของ option = 50k ของ delta exchange พอดี)
ประหยัดค่า cross spread ~5k แทน 10k USD และไม่ต้องไล่ quote ใหม่ทุก tick — นี่คือเหตุผลที่ vol คือภาษากลางของตลาด

6.2–6.4 Forward Volatility และ "ความแปรปรวนบวกกันได้"

หลักสำคัญ: variance (= σ²·t) บวกกันได้ตามเวลา เหมือนต่อท่อ ดังนั้นถ้ารู้ vol ของช่วง 0→T₁ และ 0→T₂ เราถอด "vol ของช่วงอนาคต T₁→T₂" (forward vol) ออกมาได้

Forward variance (ถอด vol ของช่วงอนาคต) σ²fwd · (T₂ − T₁) = σ²(T₂) · T₂ − σ²(T₁) · T₁
ตัวอย่าง: หา vol ของ "เดือนที่ 2"

implied vol 1 เดือน = 10%, 2 เดือน = 12% — แล้ว vol ของช่วง "เดือนที่ 2 เพียว ๆ" (จากเดือน 1 ถึงเดือน 2) เท่าไร?

1 variance สะสม 2M = 12² × 2 = 288 · variance สะสม 1M = 10² × 1 = 100
2 variance ของเดือนที่ 2 = 288 − 100 = 188 (ต่อ 1 เดือน)
3 σfwd = √188 ≈ 13.7%
vol "เดือนที่ 2" ≈ 13.7% — สูงกว่า vol สะสม 2 เดือน (12%) เพราะตลาดคาดว่าความเหวี่ยงจะเร่งตัวในเดือนหน้า

6.3 Flat Vega vs Weighted Vega

เวลารวมความเสี่ยง vega ข้ามหลายอายุ จะนับแบบ "เท่ากันหมด" (flat vega) ก็ได้ แต่เพราะ vol ระยะสั้นเหวี่ยงมากกว่าระยะยาว เทรดเดอร์จึงใช้ weighted vega (และ beta-weighted vega) เพื่อถ่วงน้ำหนักให้สมจริง

6.5 สร้าง Term Structure แบบรายวัน

เทรดเดอร์สร้างเส้น vol แบบ "วันต่อวัน" (ตาราง 5 คอลัมน์): วันที่ (รวมเสาร์-อาทิตย์ เพราะ FX ใช้ 365 วัน) → base vol (vol พื้นฐานถ้าเป็นวันปกติ) → event vol (บวก/ลบตามเหตุการณ์ เช่น 6-Oct-17 วัน NFP +3.00%) → forward vol (= base + event) → expiry vol (รวม variance ด้วย Eq 6.8). เช่น forward vol ของวัน NFP = 11.10% ⇒ breakeven ≈ 0.58% (โอกาสทะลุ 42% — ฟังดูสมเหตุผล)

6.6 GARCH 3 พารามิเตอร์ — ตั้ง base volatility

การตั้ง vol ทีละวันสำหรับ 2 ปี (730 วัน) ไม่ไหว GARCH(1,1) ช่วยลดเหลือ 3 พารามิเตอร์ โดยจับ 2 คุณสมบัติ: vol จับกลุ่ม (autoregressive) และ vol วิ่งกลับค่าเฉลี่ย (mean reversion):

  • σ²(0) = vol ฐานของ "วันนี้" — ปรับขึ้น ⇒ ยกปลายสั้นของเส้น
  • VL = variance ระยะยาว/terminal (เหมือน terminal rate ใน fixed income) — ปรับขึ้น ⇒ ยกปลายยาว
  • half-life (วัน) = กี่วันที่ forward variance เดินทางครึ่งทางจาก σ²(0) ไป VL — ปรับขึ้น ⇒ เส้นแบนลง
ข้อจำกัด + ความจริงเรื่อง 5-param & volatility risk premium GARCH 3-param คาลิเบรตได้ดี ไม่เกิน 2 ปี และจัดการ "ปลายสั้นที่กระชาก" ไม่ได้ — ในทางปฏิบัติเทรดเดอร์จึงใช้ 5-param (เพิ่ม 2 ตัวจัดปลายสั้น). และเหตุผลที่ ไม่ นิยมประมาณ GARCH จากข้อมูลย้อนหลัง คือ volatility risk premium: VL ที่ตลาดคิดราคา > ค่าประมาณเชิงประจักษ์เสมอ

6.7 Volatility Carry & FVA — และข้อสรุปที่สวนสามัญสำนึก

Volatility carry = เดิมพันว่าเส้น term structure จะ"อยู่นิ่ง" ทำให้ vol ไม่ขึ้นตามที่ถูกคิดราคาไว้ · FVA (Forward Volatility Agreement) = สัญญาตกลงซื้อ/ขาย straddle ในอนาคตที่ราคา (vol) กำหนดวันนี้

ตัวอย่างจริง: Short FVA (3m-in-9m)

เส้น vol ลาดขึ้น ขาย FVA 3-month-in-9-month ที่ forward vol = 9.46%, notional 100M EUR/ขา

1 ถ้าเส้นอยู่นิ่งครบ 9 เดือน → กำไร mark-to-market (คำนวณด้วย vega)
2 ไม่ต้องรอครบ — รอ 3 เดือนแล้ว unwind (ราคา 3m-in-6m FVA) ก็กำไรได้แล้ว
FVA แพงกว่าสัญญา 3-month ปัจจุบันเพราะตลาดคาด vol จะขึ้น — ถ้ามันไม่ขึ้น (หรือขึ้นน้อยกว่าคาด) ฝั่ง short กำไร
✅ ข้อสรุปที่แก้ความเข้าใจผิด (insight ของ GARCH) หลายคน (รวมเวอร์ชันก่อนของสรุปนี้) คิดว่า "ควรไปหาส่วนที่ ชันที่สุด ของเส้นแล้วขาย vol ตรงนั้น" — GARCH พิสูจน์ว่าความพยายามนี้ส่วนใหญ่เสียเปล่า: ไม่มีส่วนไหนของ term structure ที่ "ขายดี" กว่าส่วนอื่น (carry ขึ้นกับอัตราที่ vol ถูกคาดให้ขึ้น × exposure ต่อ VL เท่านั้น สร้างจากออปชันอายุไหนก็ได้). ที่เพิ่ม edge ได้จริงคือการประเมิน event/วันหยุดให้แม่น
เครื่องคำนวณ #3 · Forward Volatility

ถอด vol ของ "ช่วงอนาคต" จาก vol สะสมสองอายุ (variance บวกกันได้)

Forward vol (ช่วง T₁→T₂)
13.7
%
σfwd = √[(σ₂²T₂ − σ₁²T₁)/(T₂−T₁)] — ถ้าได้ค่าติดลบใต้ราก แปลว่า term structure คู่นี้ขัดหลัก no-arbitrage
📌 Trader's Summary (บท 6): implied vol = "ใส่สูตรผิดให้ได้ราคาถูก" (Rebonato) · delta exchange ทำให้ premium ไม่ไวต่อ spot · variance บวกกันได้ → ถอด forward vol · flat/weighted/beta-weighted vega · GARCH = σ²(0)/VL/half-life (จริงใช้ 5-param) · volatility risk premium · GARCH ชี้ว่าไม่มีจุดไหนของเส้นขายดีกว่ากัน

7Vanna, Risk Reversal และ Skewness (รอยยิ้มเอียงข้าง)

โลกจริงไม่ได้กระจายแบบสมมาตร — ราคามักมีโอกาส "ร่วงแรง" กับ "พุ่งแรง" ไม่เท่ากัน เรียกว่า skewness (ความเบ้) บทนี้ว่าด้วยเครื่องมือวัดและเทรดความเบ้นั้น

นิยาม Vanna (ตัวเชื่อม spot กับ vol — แกนกลางของบทนี้) Vanna = ∂²V/∂S∂σ = ∂Vega/∂S = ∂Δ/∂σ

Vanna บอกว่า "vega เปลี่ยนเมื่อ spot เปลี่ยน" (หรือ "delta เปลี่ยนเมื่อ vol เปลี่ยน"). คน long vanna เชียร์ให้ vol ขึ้นเมื่อ spot ขึ้น — คือได้ประโยชน์จาก spot-vol correlation ที่เป็นบวก

7.1–7.2 Risk Reversal และ Skewness (FX ไม่ใช่หุ้น)

Risk Reversal (RR) มี 2 ความหมาย: (1) โครงสร้าง payoff = ซื้อ OTM call + ขาย OTM put (หรือกลับกัน), (2) ส่วนต่าง σ ระหว่าง call กับ put ที่ delta เท่ากัน. RR คือเครื่องมือหลักในการรับ exposure ของ vanna/skew

เฟรมของหนังสือเป็น FX ผ่าน spot-vol correlation (ไม่ใช่ "หุ้นกลัวร่วง"): ช่วงวิกฤต เงินไหลเข้าสกุล safe-haven (JPY) ออกจากสกุลเสี่ยง (AUD) พร้อม ๆ กับ vol ที่พุ่ง ⇒ คู่ AUD-JPY มี spot-vol correlation ติดลบ ⇒ ตลาดคิดราคา OTM put แพงกว่า OTM call (เส้น smile เอียงลง)

"ซื้อ RR" หมายความว่าอะไร (จุดที่สับสนบ่อย) "Buying a risk reversal" = ซื้อฝั่งที่ σ สูงกว่า — อาจเป็น call หรือ put ก็ได้แล้วแต่คู่เงิน! เช่น AUD-JPY (put แพงกว่า) ซื้อ RR = ซื้อ put ขาย call · แต่ EUR-NOK (call แพงกว่า) ซื้อ RR = ซื้อ call ขาย put. Skewness ผูกกับ spot-vol correlation: skew(normal) = 0, และ skew ∝ corr(return, return²)

7.3–7.4 Delta Space (วิธีของ FX)

FX ระบุ strike ด้วย "delta + ค่า σ" แทนราคา strike ตรง ๆ และพล็อต smile ใน delta space (แกนนอน = delta) เพราะคงรูปทรงไว้แม้ราคาวิ่ง:

  • delta ยิ่งต่ำ strike ยิ่งไกล spot: 25Δ ≈ 1.5% จาก spot · 10Δ ≈ 3% จาก spot
  • ถ้า σ สูงขึ้น strike เดิมจะกลายเป็น delta ที่ ต่ำลง (เพราะ delta ≈ ความน่าจะเป็น ITM และ strike นั้นห่างขึ้นในหน่วย σ)
  • ตัวอย่าง Fig 7.5: 25Δ call = 9%, 25Δ put = 13% ⇒ RR = 4% (put − call) เป็น smile เอียงลง (AUD-JPY)

7.5 Smile Vega — ทำไม "vol reference" ถึงสำคัญ

แม้ RR จะ "เกือบไม่มี vega" แต่ถ้าคู่สัญญา ตกลง vol reference ไม่ตรงกัน ก็มีผลต่อ PnL: ถ้าตั้ง vol references สูงขึ้น strike 25Δ จะห่าง spot มากขึ้น ผู้ขาย RR เสียเปรียบ (ขายของที่ไกลกว่าในราคาเท่าเดิม)

ตัวอย่าง smile vega ตกลงเทรด 25Δ RR ที่ 4% · ผู้ซื้อเสนอ vol ref put 16%/call 12% · ผู้ขายเห็นว่าควรเป็น 13%/9% — ถ้าใช้ ref สูงของผู้ซื้อ ผู้ขายคำนวณว่า RR ควรเป็น 5.5% ไม่ใช่ 4% ⇒ ขายที่ 4% = ขาดทุน. ผู้ซื้อ RR = short smile vega · ผู้ขาย = long smile vega. ทางแก้: "RR by smile vega" ใช้ notional 2 ขาไม่เท่ากันให้ PnL = 0

7.6 Smile Delta — และกับดักที่ "เฮดจ์แล้วเสี่ยงขึ้น"

เมื่อราคาวิ่ง ออปชัน "เลื่อน (roll)" ไปบนเส้น smile ทำให้ σ ที่ใช้เปลี่ยน ⇒ delta จริงต่างจาก BSM delta. ส่วนต่างนี้คือ smile delta

⚠️ ข้อคิดสำคัญของ Iqbal ระบบส่วนใหญ่โชว์ smile delta ให้เฮดจ์ แต่ การเฮดจ์ smile delta อาจ "เพิ่ม" ความเสี่ยง ไม่ใช่ลด! ถ้า spot-vol correlation ติดลบ (smile เอียงลง) คุณ long vol และเชียร์ spot ลง แต่ smile delta บังคับให้ขาย spot เพิ่ม ⇒ ขัดกับมุมมองตัวเอง. นิยามที่ดีกว่า: smile delta = (delta จริง − BSM delta)
📌 Trader's Summary (บท 7): vanna วัด exposure ต่อ spot-vol correlation · RR มี 2 ความหมาย (โครงสร้าง / ส่วนต่าง σ) · "ซื้อ RR" = ซื้อฝั่ง σ สูงกว่า (AUD-JPY ซื้อ put) · FX เทรดใน delta space (25Δ~1.5%, 10Δ~3%) · smile vega: ผู้ซื้อ RR = short smile vega · smile delta อาจเพิ่มความเสี่ยงถ้า spot-vol corr ติดลบ

8Volgamma, Butterfly และ Kurtosis (หางอ้วน)

นอกจากความเบ้ การกระจายจริงยังมี kurtosis — "หางอ้วน + ยอดแหลม" (leptokurtic) คือโอกาสเกิดเหตุการณ์สุดขั้วและโอกาสที่ราคานิ่งสนิท มากกว่าระฆังคว่ำปกติ เครื่องมือเทรดเรื่องนี้คือ butterfly

8.1 Butterfly Strategy (vega-neutral)

Butterfly (BF) = ขาย ATM straddle + ซื้อ strangle (OTM call + OTM put) — ตั้งให้ vega-neutral ตอนเริ่ม

กลไก vega-neutral (รายละเอียดที่เคยตกหล่น) เพราะ ATM มี vega มากกว่า OTM ต่อ notional 1 หน่วย จึงต้องใช้ notional ของ strangle ใหญ่กว่า straddle (~2.25 เท่า) เพื่อให้ vega หักล้างกันเป็น 0 ที่ spot. ที่น่าสนใจ: ผู้ซื้อ BF ยัง "ได้รับ premium" เพราะ straddle (ที่ขาย) แพงกว่า strangle (ที่ซื้อ) แม้ strangle notional ใหญ่กว่า. มุมมอง: ซื้อ BF เมื่อเชื่อว่า "ราคาจะนิ่ง (short straddle รับเงิน) แต่ถ้าขยับก็ขยับไกล (long strangle notional ใหญ่)"

8.2 Volgamma

นิยาม Volgamma (= volga/vomma) Volgamma = ∂²V/∂σ²  (ATM volgamma = 0; OTM เป็น long volgamma)

เมื่อ σ ขึ้น: vega ของ straddle (ATM) ไม่เปลี่ยน แต่ strangle ได้ vega ⇒ โครงสร้างกลายเป็น long vega ⇒ พิสูจน์ว่า BF = long volgamma. เปรียบกับ gamma เป๊ะ: long gamma → ขาย spot เมื่อขึ้น/ซื้อเมื่อลง · long volgamma → ขาย vol เมื่อขึ้น/ซื้อ vol เมื่อลง และได้ประโยชน์จาก "ความผันผวนของความผันผวน (vol of vol)"

8.3 Kurtosis → ราคา Butterfly

ถ้าตลาดเริ่มเชื่อว่าการกระจายจริงเป็น leptokurtic (ยอดแหลม + หางอ้วน) กว่าที่คิดราคาไว้: คนจะ ขาย ATM straddle (กินโอกาสที่ราคานิ่ง) + ซื้อ OTM strangle (กันหางอ้วน) = ซื้อ butterfly. ดังนั้น ยิ่ง kurtosis มาก fair price ของ BF ยิ่งสูง และสะท้อนออกมาเป็น "ความโค้ง (convexity)" ของรอยยิ้ม

8.4–8.5 "รอยยิ้ม" = ATM + RR + BF

สูตรประกอบรอยยิ้ม (สรุปบท 6–8) เส้น volatility smile ทั้งเส้นถูกอธิบายด้วย 3 ก้อน: ATM (ระดับกลาง = vol พื้นฐาน) + Risk Reversal (ความเอียง = skew/โมเมนต์ที่ 3) + Butterfly (ความโค้ง = kurtosis/โมเมนต์ที่ 4)

ถ้าแยกผล kurtosis ออกจาก skew (สมมติ spot-vol correlation = 0) จะได้ smile สมมาตร เช่น 25Δ put/call = 11% ขณะ ATMS = 10% (ปีกแพงกว่ากลาง = ความโค้ง). เพิ่ม kurtosis ⇒ ปีกยิ่งแพงขึ้นเทียบ ATM

การเทรด BF จริง: ใส่ σ เดียวกัน + iterative scheme ต่างจาก RR (ที่ลบ σ ของ 2 ขา): การหา strike ของ strangle ใน BF ต้อง ใส่ค่า σ เดียวกัน เข้า BSM ทั้ง call และ put แม้ทั้งสองจะ mark คนละระดับ — จึงต้องใช้ iterative scheme (เดา → ปรับจนกว่า PnL ของ call+put = 0). และเช่นเดียวกับ RR เรื่อง vol reference สำคัญ: ผู้ซื้อ butterfly = short smile vega
strike / delta σ ATM BSM (vol คงที่)
เส้นเขียวแบน = สมมติของ BSM (vol เดียวทุก strike) · เส้นโค้งน้ำเงิน = "รอยยิ้ม" จริง — strike ไกลแพงกว่า สะท้อนหางอ้วนและความเบ้
📌 Trader's Summary (บท 8): butterfly = ขาย straddle + ซื้อ strangle (notional ~2.25×) vega-neutral แต่รับ premium · long BF = long volgamma (ATM volgamma = 0) = เดิมพัน vol-of-vol · kurtosis มาก → BF แพง · BF ใส่ σ เดียวกันใน BSM (iterative) · ผู้ซื้อ BF = short smile vega · รอยยิ้ม = ATM + RR + BF
Part IV — โมเดลคณิตศาสตร์และเชิงประจักษ์ · บท 9–11

9Black–Scholes–Merton Model

หลังจากเข้าใจทุกอย่างด้วยสัญชาตญาณแล้ว บทนี้จึง "ใส่คณิตศาสตร์" ให้ครบ — และผู้อ่านจะเห็นว่าโมเดลแค่ ยืนยันสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

9.1–9.2 Log-normal Diffusion และ BSM PDE

BSM สมมติว่าราคาเดินแบบ geometric Brownian motion: ผลตอบแทนกระจายแบบปกติ ⇒ ราคากระจายแบบ log-normal

สมการการเคลื่อนที่ของราคา dS = μ·S·dt + σ·S·dW

เมื่อสร้างพอร์ต "ออปชัน + เฮดจ์ด้วยสินทรัพย์อ้างอิง −Δ" แล้วใช้ Itô's Lemma เทอมที่มีความสุ่ม (dW) จะถูกหักล้างด้วย delta hedge พอดี (อาศัยผล (dW)² = dt — variance ของ Brownian motion โตเชิงเส้นกับเวลา) เหลือพอร์ตที่ "ไร้ความเสี่ยงชั่วขณะ" no-arbitrage จึงบังคับให้ได้ผลตอบแทน = r ผลคือ BSM PDE:

BSM PDE — กรณีดอกเบี้ย 0 (เผยความสัมพันธ์ gamma↔theta) θ = ½·σ²·S²·Γ  ⟺  ∂V/∂t + ½·σ²·S²·∂²V/∂S² = 0
เวอร์ชัน FX เต็ม (Garman–Kohlhagen, 2 อัตรา) เพราะ FX มีดอกเบี้ย 2 สกุล (rbase เช่น EUR, rnum เช่น USD) PDE เต็มจึงมี 2 เทอมดอกเบี้ย: ∂V/∂t + ½σ²S²∂²V/∂S² + (rnum−rbase)S·∂V/∂S − rnumV = 0 — นี่คือส่วนขยายของ Black–Scholes สำหรับ FX
สังเกตให้ดี + gamma↔theta สมการ ไม่มี μ (ผลตอบแทนคาดหวัง) เลย! มีแต่ r และ σ — ราคาออปชัน "ไม่ขึ้นกับว่าคุณคิดว่าราคาจะขึ้นหรือลง" (ตรงกับบทเรียนติวเตอร์ #1). และกรณีดอกเบี้ย 0 PDE บอกตรง ๆ ว่า theta = trader's gamma × σ — แปลง gamma เป็น theta ได้ด้วยการคูณ σ

9.3–9.5 Feynman–Kac และ Risk-Neutral Probabilities

ทฤษฎีบท Feynman–Kac แปลง PDE ให้เป็น "ค่าคาดหวัง" — ราคาออปชัน = มูลค่าปัจจุบันของ payoff คาดหวัง ในโลกเสมือนปลอดความเสี่ยง (risk-neutral) ที่ทุกสินทรัพย์ดริฟต์ด้วย r แทน μ

ราคาออปชัน = ค่าคาดหวังคิดลด (risk-neutral) V₀ = e−rT · E[ payoff ]

ในกรอบนี้ N(d₂) = ความน่าจะเป็น (risk-neutral) ที่ call จะจบแบบ ITM และ N(d₁) เชื่อมกับ delta — เป็นเหตุผลเชิงสูตรของ "delta ≈ ความน่าจะเป็น" ในบท 2

ตัวอย่างของ Iqbal: ทำไม drift ถึงไม่สำคัญ S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังสงคราม ~8%/ปี ถ้าคิด "ตามจริง" ATMS call ควรแพงกว่า put (เพราะคาดว่าขึ้น). แต่ผู้ขาย call แล้ว delta-hedge ด้วยการ "ซื้อหุ้นเท่า Δ" จะ ได้คืนสิ่งที่เสียบนออปชันพอดี ⇒ drift 8% ไม่มีผล ⇒ ATMS call = put (พิสูจน์ผ่าน put–call parity). delta hedge ตัด exposure ต่อ spot ทิ้ง เหลือแต่ vol

และผล "42% โอกาสทะลุ breakeven" จากบท 1/6 (ในกรอบ normal) ยังเป็นจริงโดยประมาณในกรอบ log-normal BSM ด้วย (เพราะ σ ~10% ทำให้เทอม σ²/2 เล็กมาก)

📌 Trader's Summary (บท 9): BSM = log-normal diffusion · PDE มาจาก Itô + delta hedge ตัดความสุ่มทิ้ง · ไม่มี μ (ราคาไม่ขึ้นกับทิศทาง) · θ = ½Γσ²S² (gamma↔theta) · FX ใช้ 2 อัตรา (Garman–Kohlhagen) · Feynman–Kac → ราคา = payoff คาดหวังคิดลดในโลก risk-neutral · N(d₂) = P(ITM)

10The Black–Scholes Greeks (สูตรปิดของ Greeks)

บทนี้รวบ Greeks ทั้งหมดในรูป "สูตรปิด" จาก BSM — สิ่งที่เราเข้าใจเชิงสัญชาตญาณมาแล้ว ตอนนี้คำนวณตัวเลขได้

10.1 Delta สามแบบ และ ATM Convention

  • Spot delta = e−rnumT·N(d₁) (เทียบ spot) — risk-neutral P(ITM) = N(d₂); ส่วนต่าง delta กับ P(ITM) เล็ก (1M ~1%, 1Y ~3%; วิกฤต 2008 vol>25% เป็น ~3%/~9%)
  • Dual delta = ∂V/∂K — มี 2 ความหมาย: (1) ราคาของ digital option ที่ strike K, (2) delta เมื่อมองจากนักลงทุนสกุลฐาน (EUR-bank)
  • Forward deltaไม่ใช่จำนวนสัญญา forward ที่ต้องเฮดจ์! เพราะ PnL ของ forward รับรู้ในอนาคต ต้องคิดลด ⇒ เฮดจ์ด้วย e−rT×(forward delta) สัญญา
  • ATM (DNS) = strike ที่ delta ของ straddle ตาม BSM = 0 (d₁ = 0). หมายเหตุ: DNS มี smile delta ⇒ BSM delta = 0 แต่ delta จริงไม่จำเป็นต้อง 0
Forward Carry: theta ของ call ≠ put (= carry trade) เมื่อดอกเบี้ย ≠ 0 theta แยกเป็น 2 เทอม: simple theta (บท 3) + forward carry. ถ้า rEUR < rUSD forward ลาดขึ้น พอเวลาผ่าน forward ลู่เข้า spot ⇒ ค่า call ลด/put เพิ่ม ⇒ theta ของ call ≠ put. Iqbal ชี้ว่า forward carry นี้ เทียบเท่ากับ FX carry trade คลาสสิก (กู้สกุลดอกเบี้ยต่ำ-ลงทุนสกุลดอกเบี้ยสูง)

10.2–10.6 สูตร Greeks หลัก

Greekสูตร (BSM, ไม่มีปันผล)ความหมาย
Delta (call)Δ = N(d₁)อัตราเฮดจ์ ≈ ความน่าจะเป็น ITM
GammaΓ = N′(d₁) / (S·σ·√T)ความโค้ง (สูงสุด ATM/ใกล้หมดอายุ)
Thetaθ = −S·N′(d₁)·σ /(2√T) − ...ค่าเวลาที่เสีย (คู่กับ gamma)
VegaVega = S·N′(d₁)·√Tความไวต่อ implied vol (∝ √T)
Vanna∂²V/∂S∂σ (= ∂Vega/∂S = ∂Δ/∂σ)เชื่อม spot↔vol; ∝ 1/σ · ATM vanna เล็ก → ต้องเทรด OTM
Volgamma∂²V/∂σ² (= ∂Vega/∂σ)ความโค้งใน vol; ATM volgamma = 0 (เทรด butterfly = OTM)

โดย N′ คือฟังก์ชันความหนาแน่นปกติมาตรฐาน และ d₁ = [ln(S/K) + (r + ½σ²)T] / (σ√T), d₂ = d₁ − σ√T · เลข 2.1 ที่โผล่ทั้งเล่ม (breakeven/theta/vega) มาจากการวัดเวลาเป็น "วัน" แทน "ปี"

Trader's gamma ที่คำนวณในหัวได้ (§10.3)

ซื้อ 1-year EUR-USD ATM notional 100M EUR — spot ขึ้น 1% ต้องเฮดจ์เท่าไร?

1 สำหรับ ATM, N′(d₁) ≈ 0.4 ⇒ trader's gamma หาได้โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์
spot +1% ⇒ ขายประมาณ 4M EUR เพื่อคง delta-neutral (ออปชันสั้นกว่าจะมากกว่านี้ตาม 1/√T)
ภาพรวมที่สวยงาม สังเกตว่า gamma, theta, และ vega ล้วนมี N′(d₁) เป็นแกนกลาง — ทั้งสามคือหน้าต่างคนละบานที่มอง"ความโค้ง/ค่าความผันผวน" อันเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่ gamma–theta–vega ผูกกันแน่นตลอดเล่ม
📌 Trader's Summary (บท 10): Δ = e−rTN(d₁) ≈ P(ITM) · dual delta = ราคา digital/delta สกุลฐาน · forward delta ต้องคิดลด · ATM = DNS (d₁=0) · theta = simple + forward carry (= carry trade, call≠put) · ATM vanna เล็ก/volgamma = 0 → เทรด OTM · gamma/theta/vega หมุนรอบ N′(d₁)

11Predictability และ Mean Reversion (ทดสอบเชิงประจักษ์)

ทั้งเล่มยืนอยู่บนสมมติฐานว่า spot เป็น martingale (E[ST]=St) — ไม่มี autocorrelation ไม่มี mean reversion ในผลตอบแทน ทำให้ variance โตเชิงเส้นกับเวลา. บทปิดท้ายจึงเป็น การทดสอบทางสถิติ เพื่อหาหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้ — คำถามคือ "ใช้ราคาในอดีตทำนายผลตอบแทนอนาคตได้ไหม?"

⚠️ แก้จากเวอร์ชันก่อน บทนี้ ไม่ได้ พูดเรื่อง "vol mean-reverts / volatility clustering / GARCH" (นั่นอยู่บท 6) — แต่ทดสอบ autocorrelation ของผลตอบแทน FX โดยตรง

11.1–11.2 การทดสอบและผลลัพธ์

  • ข้อมูล: อัตราแลกเปลี่ยนรายวัน 6 สกุลเทียบ USD — JPY, GBP, EUR, CAD, AUD, CHF (เริ่มต่างปีกัน เช่น JPY/GBP/CHF ปี 1973, EUR ปี 1999, AUD ปี 1983) ข้อมูลสิ้นสุด 10 มี.ค. 2011
  • วิธี: ประมาณ autocorrelation ของผลตอบแทนถึง 261 lags (ทดสอบว่าผลตอบแทนวันนี้ทำนายผลตอบแทนวันเดียวกันปีหน้าได้ไหม) คำนวณ standard error 2 วิธี (bootstrap + GMM) ถือว่า "มีนัยสำคัญ" เมื่อห่างจาก 0 เกิน 1.96 SD (5%)
  • ทำไมศึกษา "ผลตอบแทน" ไม่ใช่ "ราคา": เพราะผลตอบแทน stationary กว่า (ค่าราคา exchange rate มี variance โตตามเวลา ไม่ stationary)
ผลลัพธ์ (สนับสนุน martingale) จาก autocorrelation ทั้งหมด 1,566 ค่า มีนัยสำคัญเพียง ~5% — ซึ่งตรงกับระดับนัยสำคัญ 5% ที่ตั้งไว้พอดี (คือ "บังเอิญ" ไม่ใช่สัญญาณจริง). สรุป: หาหลักฐานว่า "ราคาอดีตทำนายผลตอบแทนอนาคตได้" ไม่เจอ ในทุกสกุล ทั้งวิธี bootstrap และ GMM ⇒ สนับสนุนสมมติฐาน martingale ที่ใช้ตั้งราคาออปชันตลอดเล่ม
📌 Trader's Summary (บท 11): ทดสอบ autocorrelation ผลตอบแทน 6 สกุล (ถึง 10 มี.ค. 2011, 261 lags, 1.96 SD, bootstrap+GMM) · มีนัยสำคัญแค่ ~5% ของ 1,566 ค่า = ระดับบังเอิญ · ไม่พบ predictability → ยืนยันสมมติฐาน martingale ที่ใช้ทั้งเล่ม

Aสรุปสูตร & Rule of Thumb สำคัญ

ภาคผนวก A (Probability) ปูพื้น PMF/PDF/CDF, การกระจายปกติ (กฎ 68% ภายใน ±1σ) และ log-normal (ซึ่ง "เบ้บวก" มากขึ้นเมื่อ σ ใหญ่ — เหตุผลที่ราคาเป็นบวกเสมอ) · ภาคผนวก B (Calculus) ทบทวนอนุพันธ์/อนุพันธ์ย่อยที่ใช้นิยาม Greeks — ด้านล่างคือสูตรและกฎลัดที่ใช้บ่อยที่สุด

กฎลัด (rule of thumb) ของเทรดเดอร์

กฎสูตรใช้ทำอะไร
หาร 16ขยับ/วัน ≈ σ ÷ 16แปลง vol รายปี → ความเหวี่ยงรายวัน (1%/วัน = 16%/ปี)
ราคา ATMcall ≈ 0.4·σ·√T·Sตีราคาออปชันในหัวเร็ว ๆ
Straddle / Breakeven≈ 0.8·σ·√T·Spremium ≈ ระยะคุ้มทุน
4.2 / 2.1 (bps)breakeven(bps) ≈ 4.2·σ(%)·√วัน (straddle) / 2.1 (ขาเดียว)σ=10%: overnight 42 / 1M 230 / 1Y 800 bps
กฎ 42%P(payoff straddle > breakeven) ≈ 42%เกือบไม่ขึ้นกับ σ/อายุ → ตัดสินซื้อ-ขาย
Variance บวกกันได้σ²(T)·T สะสมตามเวลาถอด forward vol
Delta ≈ ความน่าจะเป็นΔ ≈ P(ITM) = N(d₂)อ่าน 25Δ = ~25% โอกาส
กำไรคาดหวัง≈ (σrealized − σimplied) × Vegaหัวใจของการเทรด vol

สูตรหลักของออปชัน

PnL Explain (Iqbal, 3 ก้อน)ΔPnL = gamma trading + time decay (θΔt) + option revaluation  ⇒  กำไรเมื่อ realized > implied vol
Gamma ↔ Theta mapping (ดอกเบี้ย 0)θ = −½·σ²·S²·Γ  (gamma มาก = theta มาก)
Put–Call ParityC − P = S − K·e−rT
BSM PDE∂V/∂t + ½σ²S²·∂²V/∂S² + rS·∂V/∂S − rV = 0
ราคา call (BSM)c = S·N(d₁) − K·e−rT·N(d₂)
รอยยิ้ม = 3 องค์ประกอบSmile = ATM (ระดับ) + Risk Reversal (skew) + Butterfly (kurtosis)

แผนที่ Greeks — เดิมพันอะไร

Greekเทียบกับเดิมพัน
Delta (Δ)ราคา spotทิศทาง (ปกติเฮดจ์ทิ้ง)
Gamma (Γ)delta/ราคา²realized vol ระยะสั้น
Theta (θ)เวลาค่าเช่าของ gamma
Vegaimplied volระดับ vol (ระยะยาว)
Vannaspot × volskew (RR)
Volgammavol²kurtosis (butterfly)

Bอภิธานศัพท์ (Glossary)

ศัพท์คำอธิบายภาษาคน
Volatility (σ)"ความเหวี่ยง" ของราคา วัดเป็นส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนต่อปี
Implied volatilityค่า vol ที่ "ฝัง" อยู่ในราคาตลาดของออปชัน = คำพยากรณ์ความเหวี่ยงของตลาด
Realized volatilityความเหวี่ยงที่เกิดขึ้น "จริง" วัดจากข้อมูลราคาในอดีต
Premiumราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน
Strike (K)ราคาที่ตกลงไว้สำหรับใช้สิทธิ์ซื้อ/ขาย
ATM / ITM / OTMAt/In/Out-of-the-money = ราคาปัจจุบันเทียบ strike: ตรง/ในเงิน/นอกเงิน
ATMS / ATMFATM-spot (K = spot) / ATM-forward (K = forward) — เท่ากันเมื่อดอกเบี้ย = 0
DNSDelta-Neutral Straddle = strike ที่ straddle มี BSM delta = 0 (นิยามของ ATM ใน FX)
pipPrice interest point = ทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายตาม convention (EUR-USD 4 ตำแหน่ง)
OTCOver-the-counter = ตลาดต่อรองตรงระหว่างคู่สัญญา (ไม่ผ่านตลาดกลาง)
Delta exchangeการส่งมอบ delta hedge พร้อมเทรดออปชัน ทำให้ทั้งคู่ hedged และ premium ไม่ไวต่อ spot
Spot-vol correlationความสัมพันธ์ระหว่างการขยับ spot กับ implied vol — ที่มาของ skew/vanna
Delta (Δ)ราคาออปชันเปลี่ยนเท่าไรเมื่อราคาอ้างอิงเปลี่ยน 1 หน่วย ≈ ความน่าจะเป็น ITM
Delta hedgingถือสินทรัพย์อ้างอิง −Δ เพื่อตัดความเสี่ยงทิศทาง เหลือเดิมพัน vol
Gamma (Γ)อัตราที่ delta เปลี่ยน = ความโค้ง = เครื่องทำกำไรจากการเหวี่ยง
Theta (θ)อัตราเสียค่าเวลา = "ค่าเช่า" ของการถือ gamma
Vegaความไวของราคาออปชันต่อ implied vol
Vannaตัวเชื่อม: delta เปลี่ยนเมื่อ vol เปลี่ยน (ใช้บริหาร skew)
Volgamma / Volgaความโค้งของมูลค่าเทียบ vol (ใช้เทรด butterfly/kurtosis)
Gamma scalpingการเฮดจ์กลับสู่ delta-neutral ซ้ำ ๆ ทำให้ "ซื้อถูก-ขายแพง" อัตโนมัติ
Straddleซื้อ call + put ที่ strike เดียวกัน = เดิมพัน vol บริสุทธิ์
Risk Reversal (RR)ซื้อ call − ขาย put (25Δ) = เครื่องมือเทรด skew
Butterfly (BF)ซื้อปีก − ขายตัว = เครื่องมือเทรด kurtosis (หางอ้วน)
Volatility smileเส้น implied vol ที่ต่างกันตาม strike = ATM + RR + BF
Term structureโครงสร้างของ implied vol เทียบกับอายุออปชัน
Forward volatilityvol ของ "ช่วงเวลาในอนาคต" ถอดจาก term structure
Risk-neutralโลกเสมือนที่ทุกสินทรัพย์ดริฟต์ด้วย r — ทางลัดคำนวณราคาที่ no-arbitrage รับรอง
Mean reversionแนวโน้มที่ vol จะวิ่งกลับเข้าหาค่าเฉลี่ยระยะยาว
FVAForward Volatility Agreement = สัญญาตกลงซื้อ/ขาย straddle ในอนาคตที่ vol กำหนดวันนี้
Smile vegaผลของการตกลง "vol reference" ต่างกัน บนโครงสร้างที่แทบไม่มี vega (RR/BF)
Smile deltadelta ส่วนเกินจากการที่ออปชัน "เลื่อน" บนเส้น smile เมื่อ spot ขยับ
PMF / PDF / CDFฟังก์ชันความน่าจะเป็น (มวล/ความหนาแน่น/สะสม) ของการกระจายราคา
PDEPartial Differential Equation = สมการเชิงอนุพันธ์ย่อยของ BSM ที่ใช้หาราคา
Martingaleกระบวนการที่ E[ค่าอนาคต] = ค่าปัจจุบัน (E[ST]=St) — ฐานของทั้งเล่ม
Volatility risk premiumส่วนต่างที่ implied vol (VL) ของตลาดสูงกว่าค่าประมาณเชิงประจักษ์